ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย เนื่องจากเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด 64.08 ล้านไร่ คิดเป็น 43.4% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด ครอบคลุมชาวนามากถึง 5.17 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 67.2% ของครัวเรือนเกษตรทั้งประเทศ

ดังนั้นการค้าและการส่งออกข้าวไทยจึงเป็นตัวชี้วัดความเป็นอยู่ของชาวนา รวมทั้งยังเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่าปีละ 2 แสนล้าน โดยในปี 2567 ถือเป็นปีทองของชาวนาไทย เพราะไทยสามารถส่งออกข้าวได้ 9.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13% สูงสุดในรอบ 6 ปี สร้างรายได้เข้าประเทศ 225,656 ล้านบาท จากปัจจัยบวกสำคัญคืออินเดียผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ระงับการส่งออกข้าวตั้งแต่ ก.ค.2566 จากปัญหาผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ ขณะที่หลายประเทศเร่งสต๊อกข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ปี2568เวียดนามส่งออกแซงหน้าไทย

แต่หลังจากอินเดียกลับมาส่งออกอีกครั้งในเดือน ก.ย.2567 การแข่งขันในตลาดโลกรุนแรงขึ้น กดดันการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 เริ่มชะลอตัว และในที่สุดเดือนเม.ย.2568 เวียดนามก็เบียดแซงหน้าไทย ขึ้นเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากอินเดีย ผลักไทยให้ตกมาอยู่ที่อันดับ 3

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยออกมายอมรับว่า ขณะนี้เวียดนามส่งออกข้าวแซงหน้าไทยแล้ว ล่าสุดในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2568 การส่งออกข้าวไทยลดลงมาอยู่ที่ 3.7 ล้านตัน มูลค่า 75,578.5 ล้านบาท หรือ 2,259 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณลดลง 27.3% และมูลค่าลดลง 36.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2567 ขณะที่เวียดนามแซงหน้าขึ้นเป็นอันดับ 2 แทนด้วยปริมาณการส่งออก 4.72 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.6% ส่วนอินเดียยังคงครองแชมป์ส่งออกตลอดกาลได้ 11.68 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 36.5%

ด้าน นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย บอกถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยสูญเสียตลาดส่งออกข้าวให้กับเวียดนามคือต้นทุนการผลิตข้าวไทยสูงกว่าเวียดนามมาก เนื่องจากมีผลผลิตต่อไร่ต่ำอยู่ที่ 456 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 976 กิโลกรัม/ไร่ ทำให้ข้าวแพงจนแข่งขันกับเวียดนามไม่ได้ ปัญหาขาดแคลนพันธุ์ข้าว และไม่ตรงความต้องการของผู้บริโภคต่างประเทศส่วนใหญ่ที่หันมาบริโภคข้าวพันธุ์พื้นนุ่ม ยิ่งทำให้ตลาดส่งออกข้าวไทยหดตัวอย่างรุนแรง

“เรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าว ชาวนาร้องไปที่รัฐบาลหลายรอบแล้วแต่รัฐบาลไม่สนใจ ขณะที่เวียดนามพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ออกมาต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 1-2 พันธุ์ แต่ประเทศไทยผ่านไป 10 ปี พัฒนาได้แค่ 1 พันธุ์เท่านั้น สะท้อนถึงความล้มเหลวของภาครัฐในการส่งเสริมชาวนา ทั้งๆ ที่พวกเราเป็นกลุ่มคนที่สร้างรายได้เข้าประเทศได้มากที่สุด”

ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ปี 2568 สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าข้าวไทยผลผลิตต่อไร่ต่ำอยู่ที่ 456 กิโลกรัมต่อไร่ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ 755.2 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่คู่แข่งกลับมีผลผลิตสูงกว่าหลายเท่า อาทิ จีน 1,145.6 กิโลกรัมต่อไร่ เวียดนาม 976.0 กิโลกรัมต่อไร่ อินเดีย 696.0 กิโลกรัมต่อไร่ และปากีสถาน 632.0 กิโลกรัมต่อไร่

ทำให้ข้าวไทยมีราคาส่งออกสูงกว่าคู่แข่ง เช่น ปี 2567 ข้าวขาว 25% ของไทยราคาอยู่ที่ 559.9 เหรียญสหรัฐ/ตัน เวียดนามอยู่ที่ 523.6 เหรียญสหรัฐ/ตัน และข้าวหอมมะลิของไทย ราคา 960.8 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ข้าวหอมพื้นนุ่มของเวียดนาม ราคา 626.7 เหรียญสหรัฐ/ตัน

แพ้เวียดนามทั้งปริมาณและคุณภาพ

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยออกมาอธิบายสะท้อนปัญหาดังกล่าวให้ฟังว่า เวียดนามไม่ได้ชนะไทยแค่ปริมาณแต่ชนะด้านคุณภาพด้วย โดยข้าวสายพันธุ์ ST25 ของเวียดนามเคยประสบความสำเร็จจนคว้าแชมป์ข้าวที่ดีที่สุดในโลก The World’s Best Rice 2023 จากการประชุมข้าวโลก (2023 International IWRC) ที่ประเทศฟิลิปปินส์มาแล้ว

ปีนี้ ไทยเสียตำแหน่งผู้ส่งออกเบอร์ 2 ให้เวียดนามเพราะว่าปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากมาก นอกจากจะประสบปัญหาเดิมๆ ซ้ำซาก ขาดแคลนพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ขาดงบวิจัยและพัฒนา ขาดการส่งเสริมการปลูกและการตลาดอย่างเป็นระบบจากรัฐบาลแล้ว ผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น ความต้องการซื้อข้าวที่ลดลง ยังทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้น เห็นได้ชัดกรณีเวียดนามดัมพ์ราคาข้าวแข่งกับไทย จนไทยขายไม่ออก

ส่วนแนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ปัญหาจะหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นเพราะไทยมีแนวโน้มจะสูญเสียตลาดส่งออกข้าวมากขึ้น เพราะมีปัจจัยลบจากภายในใหม่ที่เข้ามารุมเร้า ปัจจัยแรกคือ รัฐบาลฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ออกมาประกาศว่าจะงดการนำเข้าข้าว 2 เดือน ระหว่าง 1 ก.ย.-30 ส.ค.2568 เนื่องจากเป็นฤดูเก็บเกี่ยวในประเทศอาจทำให้เวียดนามซึ่งเดิมเป็นผู้ส่งออกหลักไปยังฟิลิปปินส์ยิ่งต้องขายข้าวตัดราคาไทยมากขึ้นเพื่อชดเชยตลาดฟิลิปปินส์ที่หายไป

ปัจจัยลบที่ 2 คือ อินเดีย ออกมาประกาศว่าจะนำข้าวในสต๊อกของรัฐบาลราว 20 ล้านตัน ออกมาประมูลขายในเร็วๆ นี้ เพื่อเคลียร์พื้นที่ไว้เตรียมรองรับข้าวฤดูใหม่

และปัจจัยลบที่ 3 คือ ค่าเงินบาทของไทยปัจจุบันแข็งค่ามากกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดีย ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการส่งออกข้าว หากรัฐบาลไม่เข้ามาดูแลให้เหมาะสมข้าวไทยคงแข่งขันไม่ได้แน่นอน

“การขาดแคลนพันธุ์ข้าวใหม่ๆ เป็นปัญหาใหญ่ของไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมาบอกว่าได้เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวออกมาแล้วหลายพันธุ์ แต่ไม่เห็นนำออกมาให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูกหรือต่อยอดเชิงพาณิชย์เลย เราจึงไม่รู้ว่าข้าวที่พัฒนาออกมา ดีจริง หรือแค่ราคาคุย”

การส่งออกข้าวไทยที่ตกลงจนเวียดนามแซงหน้า เป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการค้าการส่งออกข้าว ล่าสุด นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาตอบรับปัญหา มอบให้กรมการค้าต่างประเทศประสานทูตพาณิชย์เร่งติดต่อกับทางการจีน เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวตามโควตาที่เหลืออีก 280,000 ตัน รวมทั้งเจาะตลาดผ่านงานแสดงสินค้าของจีน เร่งเจาะตลาดญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย และบังกลาเทศ ซึ่งเป็นตลาดข้าวขาวและข้าวนึ่ง รวมทั้งฮ่องกงซึ่งเป็นตลาดข้าวหอมมะลิ และเร่งหาตลาดใหม่

ด้านมาตรการลดต้นทุน ได้ออกมาตรการเฉพาะหน้า ทำโครงการธงเขียวร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ลดราคาปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชสูงสุด 60% รวมทั้งเตรียมมาตรการแจกเงินไร่ละพันชดเชยให้ชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวภายในประเทศตกต่ำหลังผลผลิตล้นส่งออกไม่ได้

มาตรการส่วนใหญ่ของรัฐบาลยังเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้แก้ที่รากเหง้าของปัญหา คือการขาดแคลนงบวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ตรงกับความต้องการของตลาดโลก ขาดแคลนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเพาะปลูกข้าว และขาดการส่งเสริมการปลูกข้าวที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องกล้ายอมรับความจริง บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ปัญหาที่ต้นตอ ไม่ใช่ออกมาตรการเยียวยาระยะสั้นด้วยการแจกเงิน เพื่อขยายฐานเสียงภาคเกษตรไปวันๆ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน