หวั่นเศรษฐกิจช็อก! นักวิชาการ-เอกชน รุมค้านรัฐบาลขึ้นแวต สวนกระแสจีดีพีโตต่ำ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ว่า แม้ประเทศไทยเราตรึงแวต 7% มานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวในอัตราต่ำ ไตรมาสสองขยายตัวเพียง 2.8% ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียนและทั้งปี 2568
รวมทั้งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ประเมินการเติบโตไว้แค่โต 2% อีกทั้งประเทศไทยยังเผชิญปัญหาค้างคา โดยเฉพาะภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่สหรัฐเก็บจากสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 19% ที่อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียด ปัญหาค้าชายแดน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจไทยซึมตัวต่อเนื่องและไม่มีสัญญาณว่าจะฟื้นตัวในเร็วๆนี้ และการเมืองยังไม่นิ่ง ไม่ชัดเจนว่าจากนี้จะมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้างทางการเมือง ปัญหาต่างๆเป็นประเด็นที่ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น
” การจะปรับขึ้นแวตในภาวะอย่างปัจจุบัน จะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจช็อก ธุรกิจแบกรับต้นทุนสูงขึ้น ภาคประชาชนต้องซื้อสินค้าหรือบริการแพงขึ้น จึงไม่เหมาะสมที่จะปรับขึ้นแวตไม่ว่าจะอัตราเท่าไหร่ แม้วันนี้เก็บภาษีได้ลดลงและรัฐบาลใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ และนานาประเทศก็อยู่ในอัตรา 10% การจะปรับขึ้นแวตหรือนโยบายอะไรที่เป็นต้นทุนหรือดันราคาให้สูงขึ้น ย่อมกระทบมากกว่าได้ ควรจะให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและเข้มแข็งก่อน แวตขึ้นได้แต่ต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม เรื่องนี้น่าจะมีการพิจารณาอีกครั้งหลังครึ่งหลังปี 2569 ” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) กล่าวถึงแนวคิดกระทรวงการคลังทบทวบภาษีแวต ว่า ขึ้นแวตมีผลต่อต้นทุนค้าขายและกระทบต่อการใช้จ่าย ในภาวะเศรษฐกิจซึม ทำให้การบริโภคในประเทศลดลงได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากต้องปรับอัตราแวต รัฐบาลต้องชี้แจงให้ได้ว่าเงินรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น จะนำไปใช้อะไรและมีความจำเป็นแค่ไหน ตอบโจทย์ความต้องการประชาชนและประเทศได้อย่างแท้จริง
” ผู้ประกอบการและธุรกิจก็ไม่อยากให้ปรับขึ้นในเร็วๆนี้ หากต้องปรับจริงก็ปรับแบบขั้นบันไดก็จะดีกว่าปรับที่เดียว 3% จาก 7% เป็น 10% และ เมื่อต้องปรับต้องชี้แจงเหตุผลที่ดีพอ ซึ่งธุรกิจเราเองก็จะปรับตัวไปตามสถานการณ์ได้เอง แต่เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ ” นายธนากร กล่าว
นายธนากร กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ ว่า เอกชนต้องการความต่อเนื่องของนโยบายและการบริหารประเทศของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องใช้เวลา หากเปลี่ยนแปลงไม่มากยังใช้เวลากว่า 2-3 เดือน ดังนั้น ส่วนตัวผมเชื่อว่าการเมืองไปต่อได้จะดีกว่ามีการปรับเปลี่ยนเรื่อยๆ หรือ ระยะเวลาการบริหารสั้นๆ เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นด้วย
” การเปลี่ยนม้ากลางศึก หรือ การเมืองไม่มีเสถียรภาพ เหมือนกับลูกลอย แง่นักลงทุนและเศรษฐกิจไม่รู้ว่าจะไปกันอย่างไร นักธุรกิจเราต้องการความต่อเนื่อง ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ไม่อยากเห็นภาพซัดกันในทางการเมือง ซ้ำเติมความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและมุมมองต่างชาติ ไม่ว่าใครจะมาบริหาร ก็อยากเห็นความต่อเนื่องและทำงานได้ต่อเนื่อง ” นายธนากร กล่าว