ตลท.ระบุเศรษฐกิจไทยยังดึงดูดกองทุนภูมิภาค แม้การเมืองเปลี่ยนแต่ไม่เป็นอุปสรรค นักลงทุนรอรัฐบาลใหม่ประกาศนโยบายชัดเจน ขณะเดียวกันหุ้นไทยยังได้แรงหนุนจากราคาและปันผล ที่น่าสนใจเมื่อเทียบภูมิภาค ส่วนเฟดโก้เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า “ร้อนแรง”

วันที่ 4 ก.ย.2568 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่ามุมมองนักลงทุนต่างประเทศมีความคุ้นเคยกับการเมืองไทยค่อนข้างมาก จึงมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กระทันหันไม่ได้เรื่องที่แปลกใหม่ ทั้งนี้จากการได้พูดคุบกับนักลงทุนที่ประเทศสิงคโปร์ และในช่วงมีการจัดงานไทยแลนด์โฟกัส ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา เห็นว่าการเมืองจะไม่เป็นอุปสรรคกับตลาดทุน แม้อายุรัฐบาลจะสั้น แต่เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าได้ต่อ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีขนาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน ทำให้กองทุนที่ดูการลงทุนในภูมิภาคเอเซียและอาเซียน ก็ยังต้องให้ความสำคัญกับประเทศไทย เนื่องจากมีบริษัทใหญ่ๆ หรือมีขนาดของอุตสาหกรรมที่ยังมีความน่าสนใจ เพียงแต่อาจต้องใช้เวลาในการศึกษาคัดเลือก และหากมีปัจจัยความแน่นอนทางด้านนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ก็น่าจะเป็นตัวสนับสนุนได้

นายอัสสเดช ยังกล่าวถึงการที่เม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ เพราะมองเศรษฐกิจไทยยังน่าสนใจ Valuation ของหลายบริษัทในตลาดหุ้นไทยถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ มีโอกาสที่มี upside และ มีปันผลทีดี ทำให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อ เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นมีความคาดหวังว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ และได้เห็นนโยบายที่ชัดเจนขึ้น ซี่งทั้งนักลงทุนในประเศและนักลงทุนต่างประเทศต่างก็ต้องการเห็นนโนบายที่ชัดเจน ส่วนคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังคนใหม่ ในมุมมองของตลาดทุน หากเป็นคนที่มีความเข้าใจตลาดทุนดีอยู่แล้วก็จะเป็นตัวบวกสำหรับตลาดทุน แต่ที่สำคัญกว่าคือพื้นฐานของเศรษฐกิจ ซึ่งในที่สุดแล้วการขับเคลื่อนตลาดทุนเป็นหนี่งในเครื่องมือในการระดมทุน

ด้านแนวโน้มบริษัทจดทะเบียนที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นเป็นครั้งแรก หรือ IPO ในช่วที่เหลือของปีนี้ ซี่งปัจจุบันมีหลายบริษัทยื่นไฟลิ่งไปแล้ว เชื่อว่าน่าจะมีหุ้นที่น่าสนใจเข้ามาภายในปีนี้หรืออย่างช้าก็ปีหน้า หลังจากเห็นความชัดเจนการเมือง นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ก็ยังเดินหน้าโครงการ Jump+ ซึ่งขณะนี้มีบจ.ที่เข้าร่วมแล้ว 35 บริษัท

นายอัสสเดช ยังกล่าวถึงโครงการ G-Token ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยงแปลงรัฐบาลใหม เนื่องจากยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ โดย ตลท.จะมีการประสานไปทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และกระทรวงการคลังถึงความคืบหน้าต่อไป ส่วนโครงการ Bond Connect Platform เพื่อให้นักลงทุนบุคคลเข้าถึงการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรกได้ง่ายขึ้น โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ อยากจะผลักดันต่อ

ทางด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยการเมืองขณะนี้มีความชัดเจนมากขึ้น รอรัฐบาลใหม่แถลงนโยบาย ซึ่งก็สบายใจได้เพราะงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ได้ผ่านสภาแล้ว รัฐบาลใหม่ก็จะมีเครื่องมือทางคลังกระตุ้นเศรษฐิจให้เดินหน้าได้

โดยปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลัง เรื่องการส่งออก แต่ก้มีข้อดีที่ภาครัฐมีงบมาสนับสนุน ประกอบกับตลาดมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ คือในการประชุมเดือน ก.ย. และพ.ย. ปีนี้ ส่วน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งปรแทศไทย (ธปท.) ที่มีการคาดการณ์กันว่าในปีนี้จะปรับลดดอกเบี้ยแล้ว หลังมีการปรับลดดอกเบี้ยไปแล้ว 1 ครั้ง

ในขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 2568 เป็น 2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ตามการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่ภาษีศุลกากรตอบโต้ ของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ แม้ว่าจีดีพีไทยในไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.8% ชะลอลงจาก 3.2% ในไตรมาส 1/2568 ซี่งเป็นผลจากการชะลอตัวของการผลิตนอกภาคเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

สำหรับภาพรวมกำไรสุทธิไตรมาส 2/2568 ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) พบว่ามีการเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีผลการดำเนินงานดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ มีการปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับ ความสำเร็จจากการจัดงาน Thailand Focus 2025 และผลตอบแทนหุ้น IPO ที่เริ่มฟื้นตัวในเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย

ในส่วนของภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนส.ค. 2568 SET Index ปิดที่ 1,236.61 จุด ปรับลดลง 0.5% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า ถือเป็นการปรับลงเล็กน้อยหลังปรับเพิ่มขึ้นมากในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2568 SET Index ปรับลดลง 11.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร

ขณะที่มูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในเดือนส.ค. โดย SET และ mai เฉลี่ยวันละ 50,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมฯ อยู่ที่ 43,011 ล้านบาท ลดลง 3.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 51.47% ของมูลค่าการซื้อขายรวม แต่มีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิ 21,816 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกลับมาขายสุทธิหลังจากซื้อสุทธิในเดือนก่อนหน้า

สำหรับในเดือนส.ค. มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล (HANN) ส่วน Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นส.ค. อยู่ที่ระดับ 13.9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.5 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 14.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.4 เท่า
อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนส.ค. อยู่ที่ 3.99% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.08%

“ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับขึ้นสู่เกณฑ์ ‘ร้อนแรง’

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (เฟดโก้) ผลสำรวจในเดือนส.ค. 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-31 ส.ค. 2568) พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 120.22 นักลงทุนมองว่าการไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด

รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และการประกาศอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง. ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

กลุ่มนักลงทุนบุคคลอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ในขณะที่กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ในเกณฑ์ และนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง”

ส่วนหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK) ขณะที่หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)

สำหรับปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลเข้าของเงินทุน ส่วนปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน