เซ็นทรัล เผยแบรนด์อิตาลีได้ใจ Gen Z ปีที่แล้วโตขึ้น 30% แถมใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 50% ล่าสุดเดินหน้าจัดงาน Dolce Italia ปีที่ 3 ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลี และ สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน ประจำประเทศไทย รุก 3 พื้นที่ ชิดลม เชียงใหม่ ภูเก็ต

น.ส.ธาพิดา นรพัลลภ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้าออมนิชาแนล กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เปิดเผยว่าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลได้สานต่อความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประทศไทย และ สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน ประจำประเทศไทย (ITA) จัดงาน Central Dolce Italia ขึ้นอีกครั้งเป็นปีที่ 3 เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าในวัยทำงานที่มีกำลังซื้อ เนื่องจากแบรนด์สินค้านำเข้าจากอิตาลี ที่นำมาร่วมงานในครั้งนี้มีตั้งแต่ลักชัวรี่แบรนด์ ไปจนถึงแบรนด์ที่มีคุณภาพดีซึ่งราคาอาจไม่ต่ำมาก
อีกทั้งในทุกครั้งที่จัดงาน จะได้ลูกค้าเจนซีเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่อง เช่นในปีที่ผ่านมา พบว่าลูกค้า Gen Z เติบโตขึ้น 30% และยอดจับจ่ายก็เพิ่ม่ขึ้นด้วยจาก 6,000 บาท เป็น 9,000 บาท และในปีนี้คาดหวังว่าจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากเซ็นทรัล ได้มีการนำเข้าสินค้าแบรนด์เนมจากอิตาลีเข้ามาจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่ม Gen Z มีการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพที่ให้ความคุ้มค่า โดยเฉพาะในหมวดเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นหมวดที่ลูกค้า Gen Z มีการใช้จ่ายไปกับหมวดนี้มากที่สุด เนื่องจากตอบโจทย์และถือเป็นสินค้ากลุ่มลักชัวรี่ในหมวดแรกๆ ที่กลุ่ม Gen Z สามารถเข้าถึงได้
“ภาวะเศรษฐกิจในขณะนื้ค่อนข้างท้าทาย แต่ทางเซ็นทรัล ได้ทำหลายสิ่ง เพื่อให้ลูกค้าได้มีความพึงพอใจในสินค้ามากขึ้น โดยเซ็นทรัลไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการทำโปรโมชั่นลดราคา แต่จะเน้นในเรื่องการนำเสนอคุณภาพสินค้า การใช้สินค้าอย่างยั่งยืน และการบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เห็นคุณค่าในการจับจ่าย รวมถึงการให้ความสำคัญในเรื่องของการให้บริการ การตกแต่งจัดวางสินค้าในสภาพแวดล้อมที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าในการจับจ่าย ซึ่งเซ็นทรัล ก็ได้มีการลงทุน เพอร์เซอนัล ช้อปปิ้ง เซอร์วิส ที่ให้คำปรึกษาในแบรนด์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น และสุดท้ายคือ ออมนิชาแนล ที่เราสามารถเข้าถึงลูกค้าทุกที่ทุกเวลา”

ประกอบกับในปีนี้จะจัดขึ้นใน 3 พื้นที่หลักทั่วประเทศ เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 3 – 30 ก.ย.นี้ ต่อด้วยกิจกรรม Dolce Italia ที่ภาคเหนือ ณ ห้างเซ็นทรัล เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 10 – 16 ต.ค. นี้ และปิดท้ายที่ ห้างเซ็นทรัล ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 24 – 31 ต.ค.นี้ อย่างไรก็ดีแบรนด์อิตาเลียน ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพ ความหรูหรา งานฝีมือ และการใส่ใจในรายละเอียด ไม่ได้มีเพียงแฟชั่น แต่ยังมีสินค้าไลฟ์สไตล์ด้วย โดยเชื่อว่าการจัดงานครั้งนี้จะนำเสน่ห์ของสินค้าอิตาลีไปให้คนไทยทั่วประเทศได้สัมผัส และยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างให้กับห้างเซ็นทรัล
“ปีนี้มีการเตรียมงานล่วงหน้ามานานถึง 1 ปี ในการรังสรรค์สินค้าแบรนด์ต่างๆ รวมถึงแบรนด์ใหม่มาแนะนำ โดยจะมีการโรดโชว์ไปที่จังหวัดต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าเซ็นทรัล ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคนไทยได้เห็น อีกทั้งสินค้านำเข้าจากอิตาลียังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคไทย ทำให้มียอดขายติด 5 อันดับแรกของเซ็นทรัล ดูได้จากระหว่างปี 2564–2567 การนำเข้าสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังจากอิตาลีเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 45.7% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้ามองหาสินค้าที่มีเอกลักษณ์และรสนิยม”
น.ส.ธาพิดา กล่าวและว่าไม่เพียงชื่อเสียงของแบรนด์ แต่รวมถึงเรื่องราว ความเป็นมา คุณภาพวัสดุ และงานฝีมือที่สะท้อนตัวตน ห้างเซ็นทรัลจึงพิถีพิถันคัดสรรแบรนด์อิตาลีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการสินค้าพรีเมียมของลูกค้าอย่างรอบด้าน
โดยในปีที่ผ่านมาเซ็นทรัลได้ต่อยอดความแข็งแกร่งของพอร์ตแบรนด์อิตาเลียนให้เติบโตมากถึง 79% ด้วยการเสริมทัพแบรนด์ไฮเอนด์ระดับโลก อาทิ Miu Miu, Gucci, Bvlgari, Prada และ Fendi ให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
พร้อมยกระดับความร่วมมือกับ ITA ด้วยการเปิดตัว 5 แบรนด์ใหม่วางขายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ได้แก่ Manebi, Mauna-Ke, Prosperine, Acadia และ Iuri ซึ่งเป็นแบรนด์ในระดับลักชัวรี่ที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยคาดหวังว่าพอร์ตแบรนด์อิตาเลียนในปีนี้จะยังเติบโตได้ต่อเนื่องราว 69%
ด้านนางเปาลา กีดา ข้าหลวงพาณิชย์ ประจำสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ฝ่ายส่งเสริมการค้าแห่งสถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย) กล่าวว่ากล่าวว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับอิตาลี มีมูลค่าสูงถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเติบโตจากปีที่แล้วค่อนข้างมาก ซึ่งในจำนวนนี้ราว 25% หรือ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการนำเข้า-ส่งออกสินค้าแฟชั่นระหว่างไทยกับอิตาลี ในขณะที่มูลค่าสินค้าแฟชั่นที่นำเข้าจากประเทศอิตาลีมาไทยคิดเป็นมูลค่า 834 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดีดีแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จะกระทบกำลังซื้อทั่วโลก ไม่เฉพาะคนไทย แต่ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ก็คาดว่ามีสินค้าบางภาคส่วนจะสามารถเพิ่มขึ้นได้ ในขณะที่บางภาคส่วนจะลดลง แม้แต่ในอิตาลีก็เช่นกัน ดังนั้นโอกาสและการเติบโตก็ยังมี
พร้อมยกตัวอย่างเช่น ในหมวดสินค้าอาหารและไวน์ โดยคาดการณ์ว่าตัวเลขการนำเข้าจากอิตาลีมายังประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน สาเหตุหลักมาจากธุรกิจท่องเที่ยวของไทยที่ยังคงเติบโต แม้ว่าจะไม่มากเท่าที่คาดการณ์ไว้ เช่น มีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและอเมริกันมากขึ้น
รวมถึงผู้บริโภคชาวไทยก็ตระหนักในการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยการร่วมมือกับเซ็นทรัล ในครั้งนี้สำคัญมาก เนื่องจากเซ็นทรัลเป็นผู้นำด้านสินค้าแฟชั่น ไลฟ์ไตล์ รีเทล ดังนั้นความร่วมในครั้งนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าไทยและอิตาลีจะเพิ่มขึ้นด้วย
“หนึ่งในสินค้าของอิตาลี คือ แว่นตา ทั้งแว่นสายตา แว่นกันแดด ซึ่งอิตาลีเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากจีน กำลังได้รับความนิยมและเติบโตมากในไทย”
นางเปาลา กีดา กล่าวและว่าผู้บริโภคไทยยังให้ความสำคัญกับหมวดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและน้ำหอมจากอิตาลีค่อนข้างมากโดยเห็นถึงการเติบโต ส่วนอีกหนึ่งหมวดที่น่าสนใจคือ หมวดสินค้าตกแต่งบ้าน โดยจะเห็นว่าในปัจจุบันผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจ มีคุณภาพ มีความสวยงาม และทำให้มีความสุขและอยากจะอยู่บ้านมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้วแนวโน้มของผู้บริโภคยังมองหาสินค้าที่ใช้ได้นานและมีคุณภาพ ซึ่งก็เชื่อว่าสินค้าของอิตาลีจะสามารถตอบโจทย์ในทุกมิติได้
ทั้งนี้ภายในงาน Central Dolce Italia พบกับการรวมตัวของแบรนด์อิตาเลียนครอบคลุมทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่แฟชั่น บิวตี้ และของตกแต่งบ้าน จากแบรนด์ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแฟชั่นโชว์จากแบรนด์ดัง รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อป งานคราฟท์ อาหาร ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรม A TASTE OF LA DOLCE VITA กับการชิมไวน์และเครื่องดื่มชั้นเลิศจากอิตาลี ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่ Luxe Galerie ห้างเซ็นทรัลชิดลม โดยงาน Central Dolce Italia จะจัดขึ้นใน 3 พื้นที่หลักทั่วประเทศ เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 3 – 30 ก.ย. 2568 ต่อด้วยกิจกรรม Dolce Italia ที่ภาคเหนือ ณ ห้างเซ็นทรัล เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 10 – 16 ต.ค. 2568 และปิดท้ายที่ ห้างเซ็นทรัล ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 24 – 31 ต.ค. 2568