ส.โรงแรมไทย จ่อขอพบนายกฯ เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน ดึงความเชื่อมั่น หวังแก้ปัญหาท่องเที่ยว เน้นความปลอดภัย-เตรียมรับมือหน้าโลว์
วันที่ 11 ก.ย. 2568 นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายก เปิดเผยว่า สมาคมฯ เตรียมขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี หลังรับตำแหน่งและทำงานอย่างเป็นทางการ โดยได้จัดทำแบบสอบถาม เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากกลุ่มสมาคมการค้า 15 คลัสเตอร์ เพื่อจัดทําข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนที่สามารถนําเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ได้ ซึ่งมี 4 มาตรการเร่งด่วน ที่ดําเนินการได้ทันที
เพราะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และประชาชน ได้แก่ 1.เร่งสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีน 2.เชิญผู้นําระดับสูงจากประเทศจีนมา ประเทศไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น 3.เร่งคลี่คลายปัญหาชายแดน เพราะหากเหตุการณ์ยืดเยื้อจะทําให้การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงทางบกระหว่างไทย-กัมพูชา อาจถูกตัดเส้นทางการท่องเที่ยวออกจากโปรแกรมไปในอนาคต
และ 4.วางแผนการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงโลว์ซีซั่น หรือนอกฤดูกาลท่องเที่วว ซึ่งจะเริ่ม 1 พ.ค.2569 เป็นต้นไป โดยมองว่าปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยหลายหน่วยงานประสานร่วมกัน จึงไม่สามารถหารือเพียงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการทันทีคือ จัดตั้งศูนย์แถลงข่าวการจับกุมและนโยบายในการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ การหลอกลวงนักท่องเที่ยว อาชญากรรมที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยว และทำการแถลงข่าวเดือนละ 2 ครั้ง อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติว่าภาครัฐดําเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ส่วนสถานการณ์ไทย-กัมพูชา มองว่ารัฐบาลต้องมีการยกเลิกกฎอัยการศึกเนื่องจากบริษัทประกันท่องเที่ยวจะไม่คุ้มครองนักเดินทางหากยังมีการประกาศกฎอัยการศึก ออกคำสั่งให้มีการเปิดด่านเพื่อให้เกิดการเดินทางทางบกไปมาระหว่างประเทศ ขอมาตรการซอฟต์โลนและภาษี สําหรับโรงแรมที่อยู่ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ส่วนช่วงโลซีซั่น มองว่า
ภาครัฐควรจัดงบเพื่อทําโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โดยรัฐสนับสนุนค่าใช่จ่าย 40-50% ใช้แอพพลิเคชั่นเป๋าตังและถุงเงินดำเนินการ เพราะมีผู้ใช้กว้างขวาง ให้ต้องทันใช้วันที่ 1 พ.ค. 2569
รวมถึงได้ส่งหนังสือแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. …. เสนอโดยน.ส.ชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ เพื่อประกอบการพิจารณารับรองของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญ คือ 1. สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการกำหนดนิยาม สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม, ที่พักที่เคลื่อนที่ไม่ได้, ที่พักที่เคลื่อนที่ได้, โฮสเทล, เกสท์เฮาท์, โฮมสเตย์
ตามร่างมาตรา 4 โดยไม่คำนึงถึงจำนวนห้องพัก จำนวนผู้เข้าพัก เนื่องจากสถานที่พักเหล่านี้ ล้วนมีลักษณะการประกอบธุรกิจที่เหมือนกันกับโรงแรม ต้องดูแลความสะดวก ปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าพักเหมือนกัน มีการบริหารจัดการใกล้เคียงกัน จึงไม่ควรกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาใบอนุญาตเเยกออกจากกัน โดยสมควรกำหนดให้สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมควรจำกัดจำนวนห้องพักพักไม่เกิน 8 ห้อง
และพักอาศัยได้ไม่เกิน 30 คนสอดคล้องตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) ปี 2566 ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงแรม 2547
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า 2. สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการกำหนดประเภทโรงแรม โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ตามร่างมาตรา 12/1 ในพระราชบัญญัติ เนื่องจากอาจจะมีที่พักประเภทใหม่ๆ ในอนาคต จึงสมควรกำหนดประเภทของโรงแรมไว้ในกฎหมายลูก 3. สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการกำหนดประเภทสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม โดยแบ่งประะเภท ตามร่างมาตรา 39/1
เนื่องจากสถานที่พักเหล่านี้ ล้วนมีลักษณะการประกอบธุรกิจที่เหมือนกันต้องดูแลความสะดวก ปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าพักเหมือนกัน มีการบริหารจัดการใกล้เคียงกัน จึงไม่ควรกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาใบอนุญาตแยกออกจากกันกันกับโรงแรม 4. สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการพิจารณาคุณสมบัติอาคารที่ใช้ในการประกอบธุรกิจสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม
ตลอดจนการนำอาคารมาประกอบสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตามร่างมาตรา 39/3 เนื่องจากอาคารประเภทที่พักชั่วคราวเป็นอาคารที่ผู้ใช้อาคารไม่มีความคุ้นชินกันกับแผนผังอาคารและระบบความปลอดภัยต่างๆ ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยได้
“สมาคมฯ เห็นว่าการประกอบธุรกิจโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม 2547 ไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ แต่มีปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงไม่มีความจำเป็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยรัฐบาลไทยมีหน้าที่อันดับแรกที่จะต้องทำให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นในความปลอดภัยในการมาท่องเที่ยวประเทศไทย
หากไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยแล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเป็นอย่างมากดังที่เกิดขึ้นกับตลาดนักท่องเที่ยวจีนในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมในการท่องเที่ยวทั้งหมดทั่วประเทศ จึงไม่สมควรประณีประนอมการหรือผ่อนคลายการบังคับใช้กฎหมายโรงแรมในค้านการให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว”