ช่วงฤดูฝนหลายพื้นที่มีฝนตกชุก และปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น แต่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในอากาศ เพื่อประโยชน์ด้านการเกษตรและการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ยังคงปฏิบัติการทำฝนหลวงอยู่ต่อเนื่อง
ล่าสุด น.ส.พ.ข่าวสด มีโอกาสสัมภาษณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อไขข้อข้องใจของประชาชน ทำไมฤดูฝนถึงต้องบินขึ้นทำฝนหลวง โดย นายราเชนกล่าวว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่ฝนที่ตกตามธรรมชาติยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และบางปียังเกิดฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้หลายพื้นที่ยังคงขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องการน้ำอย่างต่อเนื่อง

ราเชน ศิลปะรายะ-อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
การทำฝนหลวงจึงต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประชาชนและภาคเกษตร ต้องทำฝนหลวงเพื่อเสริมฝนธรรมชาติในพื้นที่ที่ขาด เพื่อเป็นการเติมน้ำในเขื่อน ให้กับเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าเกณฑ์ ดังนั้นช่วงฤดูฝนจึงต้องเร่งดำเนินการทำฝนหลวง เพราะฤดูฝนเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 60% และเมฆธรรมชาติมีคุณสมบัติช่วยให้เกิดฝนง่ายขึ้น การทำฝนหลวงในช่วงนี้จึงได้ผลดีและคุ้มค่ากว่าช่วงอื่นๆ
เติมน้ำพื้นที่เกษตร 142 ล้านไร่
สำหรับผลการปฏิบัติการฝนหลวงปีงบประมาณ 2568 (23 ก.พ.-1 ก.ย.) สามารถเติมน้ำต้นทุนให้แหล่งน้ำสำคัญทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรกว่า 142.50 ล้านไร่ พร้อมเติมน้ำเขื่อนขนาดใหญ่ 29 แห่ง และเขื่อนขนาดกลาง-เล็ก 188 แห่ง รวมน้ำต้นทุนที่ได้กว่า 467.81 ล้านลบ.ม. ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจการเกษตรและลดผลกระทบจากภัยแล้งที่มีต่อภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม

เครื่องบินทำฝนหลวง
การปฏิบัติการรวม 167 วัน 2,121 เที่ยวบิน คิดเป็นเวลา กว่า 3,000 ชั่วโมงบิน ใช้สารฝนหลวงรวมทั้งสิ้น 1,679.65 ตัน ครอบคลุมการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งใน 63 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ โดยมีประสิทธิผลสำเร็จสูงถึง 95.81% ซึ่งการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงมีความสำคัญ ต่อความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะสั้นและกลาง โดยสามารถเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้เกษตรกรด้วย
ปี 69 เตรียมบรรเทาฝุ่นPM 2.5
กรมฝนหลวงนอกจากการบริหารจัดการน้ำ การทำฝนเพื่อให้มีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค และพื้นที่ทางการเกษตรแล้ว อีกหลายภารกิจที่สำคัญคือ การจัดการฝุ่น PM 2.5 การยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ และภารกิจดับไฟป่า ซึ่งล้วนแล้วเป็นภารกิจสำคัญที่หน่วยงาน เดินหน้าเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม
ภายใต้ปีงบประมาณ 2568 กรมมีเครื่องบินอยู่ 29 ลำที่พร้อมคอยปฏิบัติการอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังรวมไปถึงการสนับสนุนอากาศยานและอุปกรณ์ลำเลียงสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตลอดจนการสนับสนุนอากาศยานในภารกิจอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

การผสมสารเพื่อทำฝนหลวง
และในปีงบประมาณ 2569 กรมฝนหลวงมีภารกิจที่ต้องเดินหน้าต่อเนื่องคือ ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนกักเก็บน้ำ ภารกิจต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เช่น การบรรเทาปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่ยังคงต้องให้ความสำคัญ เพราะต้องยอมรับว่าเรื่องนี้มีผลกระทบต่อทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนอาจจะไม่รู้ว่ากรมฝนหลวงมีการดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
ปฏิบัติการฝนหลวงจะดำเนินการตามสถานการณ์และตามช่วงระยะต่างๆ ซึ่งจะปรับแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 เพื่อสามารถปฏิบัติภารกิจในความรับผิดชอบให้ประสบผลสัมฤทธิ์ได้สูงสุด ตามแผนปฏิบัติการฝนหลวงเชิงรุก ด้วยการใช้เทคนิคฝนหลวง ประกอบกับองค์ความรู้ การวิจัยและพัฒนา รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการปฏิบัติการฝนหลวงให้เกิดฝนตกในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ เติมน้ำให้เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และเฝ้าระวังเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร
ไทยยืนหนึ่งทำฝนเทียมโลก
ปัจจุบันไทยได้รับการยกย่องจากหลายประเทศในโลก เรื่องการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้กลายเป็นฝน หลายประเทศให้ความสนใจและเข้ามาเรียนรู้ แต่การนำไปใช้ยังมีน้อย เนื่องจากการขึ้นบินเพื่อทำฝนหลวงแต่ละครั้งต้องใช้ความเชี่ยวชาญ และมีปัจจัยสภาพอากาศและความชื้นสัมพัทธ์ล้วนมีความสำคัญ
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง กรมฝนหลวงจึงได้มีการวิจัยและพัฒนาฝนหลวงขึ้น การใช้สารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ในพื้นที่แห้งแล้งจัด โดยการใช้เทคโนโลยีด้านอากาศยาน อุปกรณ์ เข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อจำกัดการปฏิบัติงานโดยการนำ AI และโมเดลการพยากรณ์ที่มีความแม่นยำ มาวิเคราะห์สภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อตัดสินในการปฏิบัติให้แม่นยำมากขึ้น

แผนดัดแปรอากาศแก้ฝุ่น
อย่างไรก็ดี กรมฝนหลวงยังคงวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในปฏิบัติการฝนหลวงโดยเฉพาะการใช้จรวดดัดแปรสภาพอากาศ (Weather Modification Rockets) ที่จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศ เช่น ประเทศจีนได้นำมาใช้ปฏิบัติ โดยการใช้จรวดดัดแปรสภาพอากาศ ใช้ในการโปรยสารเคมีเข้าสู่กลุ่มเมฆแทนการใช้เครื่องบิน ซึ่งข้อดีคือ ใช้ต้นทุนต่ำกว่าเครื่องบิน ทำงานได้แม้ในพื้นที่เสี่ยงเข้าถึงพื้นที่ได้รวดเร็ว สามารถยิงจากสถานีภาคพื้นดินได้
ยืนยันน้ำจากฝนหลวงปลอดภัย
นอกจากนี้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าน้ำฝนที่ได้จากการทำฝนหลวง จะเป็นอันตรายต่อการอุปโภคบริโภคและสิ่งแวดล้อมนั้น นายราเชนกล่าวยืนยันว่า จากผลการศึกษาผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวง มีคุณภาพไม่แตกต่างจากน้ำฝนธรรมชาติและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภคขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาตรฐานคุณภาพน้ำเพื่อการเกษตรขององค์การอาหารและการเกษตร แห่งสหประชาชาติ (FAO) และมาตรฐานของหน่วยงานในประเทศไทย จึงสามารถนำไปใช้อุปโภคบริโภคตลอดจนกิจกรรมต่างๆ เหมือนน้ำฝนธรรมชาติทั่วไปไม่มีสารตกค้างในปริมาณที่เป็นพิษภัยต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน

“น้ำฝนหลวงสามารถดื่มได้แน่นอนเนื่องจากกรมฝนหลวงและการบินเกษตรระบุว่า ได้มีการตรวจวิเคราะห์แล้วว่าน้ำมีความบริสุทธิ์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มน้ำใช้ขององค์การอนามัยโลกและไม่มีอันตรายต่อคน สัตว์ และพืช สารที่ใช้ในการทำฝนหลวงเป็นสารธรรมชาติที่ไม่มีอันตรายและใช้ในปริมาณน้อยมากจึงไม่ก่อให้เกิดพิษภัยต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อม”
ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม รวมทั้งกิจกรรมของประชาชนแตกต่างจากอดีต จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังคุณภาพน้ำฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและสังคมในการใช้น้ำฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวง ในการอุปโภคบริโภคและการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร

วันนี้ฝนหลวงได้กลายมาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางด้านทรัพยากรน้ำให้กับประเทศไทย ท่ามกลางยุคที่ธรรมชาติแปรปรวน และอาจเป็นต้นแบบที่ทั่วโลกต้องหันมาศึกษาในวันที่ “ฝนธรรมชาติ” ไม่อาจพึ่งพาได้อีกต่อไป