LPP มองธุรกิจอสังหาฯ ซึมยาว 3-5 ปี จากเศรษฐกิจซบ หนี้ครัวเรือนสูง-กำลังซื้ออ่อน พร้อมดัน LPS รุกธุรกิจซ่อม-ฟื้นอาคารเก่า หลังรับอานิสงส์แผ่นดินไหว ดันรายได้รวม LPP โตแตะ 2,200 ล้านบาท ในปี 69
นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด หรือ LPP ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ในเครือ บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ หรือ LPN เปิดเผยว่าคาดการณ์ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะกลับสู่ภาวะปกติในอีก 3-5 ปี นับจากนี้ โดยตามหลังภาคเศรษฐกิจจริงที่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
ประกอบกับปัจจัยสำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซี่งพึ่งพิงกำลังซื้อในประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนสูง เศรษฐกิจชะลอตัว คนมีโอกาสตกงานสูง ทำให้ธนาคารไม่เสี่ยงที่จะปล่อยกู้ แต่เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น หนี้ภาคครัวเรือนลดลง ก็จะทำให้ภาคธนาคารสบายใจที่จะปล่อยกู้ให้กับผู้ซื้อบ้านได้
สำหรับภาพรวมธุรกิจบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด ซี่งเป็นธุรกิจหลักที่ LPP ประสบความสำเร็จมา 30 ปี โดยปัจจุบันบริหารให้กับกว่า 280 นิติบุคคลอาคารชุด รวมแล้วกว่า 600 อาคาร ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ชลบุรี อุดรธานี และ ชะอำ หัวหิน โดยเป็นการขยายฐานตามการเปิดตัวคอนโดมิเนียมของ LPN
แต่ในระยะหลังเริ่มขยายการรับงานบริหารนิติบุคคลอาคารชุดให้กับโครงการที่ไม่ใช่เป็นของ LPN เพิ่มมากขึ้น อาทิ คอนโดมิเนียมของ บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และ บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เป็นต้น
พร้อมกันนี้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา ทำให้บริษัทได้รับโอกาสจากลูกค้าที่บริษัทรับบริหารอาคารต่างๆ ในการให้บริการด้านวิศวกรรมตรวจสอบโครงการสร้างอาคาร ตลอดจนงานรับเหมาปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมบำรุงอาคาร ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ บริษัท แอล พี เอส โปรเจค มาเนจเมนท์ จำกัด หรือ LPS ซี่งเป็นบริษัทลูก
ประกอบกับธุรกิจนี้สามารถทำกำไรได้ดีกว่าธุรกิจบริหารอาคาร และยังถือเป็นโอกาสจของการเติบโต เนื่องจากแนวโน้มคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ที่เริ่มชะลอตัว ในขณะที่คอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ที่มีการขยายตัวในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันมีกว่า 10,000 อาคาร เริ่มต้องเข้าสู่ช่วงทยอยซ่อมบำรุงใหญ่
โดยเฉพาะการปรับปรุงเปลี่ยนท่อน้ำปะปาเก่า ซึ่งจะมีรอบการเปลี่ยนทุก ๆ 10 ปีของอายุอาคาร ทำให้ก่อนหน้านี้บริษัทได้มีการเข้าซื้อธุรกิจซ่อมท่อปะปา เพื่อรองรับการขยายงานของ LPS จากนี้

ด้านนายอนุวัฒน์ มณีนพรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล พี เอส โปรเจค มาเนจเมนท์ จำกัด หรือ LPS กล่าวว่าปัจจุบัน LPS มีมูลค่างานซ่อมแซมหลังแผ่นดินไหวกว่า 120 ล้านบาท และที่เตรียมจะเสนอราคาอีก 500 ล้านบาท
นอกจากนี้บริษัทยังมีศักยภาพในการรับงานด้านการ Redevelop อาคารเก่า เช่น โรงแรม โรงพยาบาล โรงงาน ฯลฯ โดยการนำอาคารเก่าบนที่ดินที่มีศักยภาพมาปรับปรุงให้ทันสมัย สามารสร้างคุณค่าและมูลค่าได้ ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน
ทั้งในแง่ของการลงทุนและสิ่งแวดล้อม จะพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่ดีขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีระบบบริหารจัดการอาคารที่สอดคล้องกับแนวคิด Smart Building ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาวด้วย
โดยที่ผ่านมาได้รับความไว้วางใจจากหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการ Redevelop อาทิ โครงการ CANVAS 39 สุขุมวิท 39 ซี่งเป็นการปรับปรุงจากอพารท์เมนท์เก่า เป็นคอนโดมิเนียม ราคาตร.ม. 2.5 แสนบาท โดยเตรียมจะเปิดการขายในเร็วๆ นี้
นอกจากนี้ยังมีโครงการปรับปรุงโรงแรมร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง รวมถึงโครงการปรับปรุงคอนโดมิเนียม ในย่านถนนสาธุประดิษฐ์ สู่ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น
นายสุรวุฒิ ยังกล่าวถึงถึงเป้าหมายธุรกิจของ LPP ในปี 2568 คาดว่าจะมีรายได้รวม 1,900 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วที่มีรายได้ 1,600 ล้านบาท และในปี 2569 คาดว่ารายได้จะแตะ 2,200 ล้านบาท โดยรายได้ดังกล่าว เป็นของ LPS 300 ล้านบาท สำหรับปีนี้ ซึ่งเติบโตจาก 200 ล้านบาท ในปีที่แล้ว ขณะที่แผนการเติบโตระยะกลางภายใน 3 ปีข้างหน้า LPS ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เป็น 2 เท่าหรือมากกว่า 600 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 26%
ขณะเดียวกันบริษัทได้เลื่อนแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจยังไม่เอื้อในการระดมทุน