ส.อ.ท.เผย ยอดผลิตรถยนต์เดือนส.ค.ลดลง 6.11% ชงปัดฝุ่นข้อเสนอจัดตั้งกองทุนค้ำประกันผลขาดทุน 5,000 ล้านบาท จากการยึดรถกระบะ แต่ไม่เกินคันละ 50,000 บาท

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนส.ค.2568 อยู่ที่ 112,366 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.11% จากการผลิตเพื่อส่งออกที่ลดลง 10.67% ผลิตได้ 73,956 คัน

เนื่องจากมีการเลิกผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่น เพราะความเข้มงวดในการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยขับในด้านความปลอดภัยของประเทศคู่ค้า และความเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า สอดคล้องกับยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนส.ค.2568 อยู่ที่ 71,179 คัน ลดลงจากปีก่อน 17.30% จากส่งออกรถกระบะใช้น้ำมันลดลง 14.65% และรถยนต์นั่งที่ใช้น้ำมันลดลง 35.09%

เพราะการเข้มงวดในการปล่อยก๊าซคาร์บอนของบางประเทศประเภทรถยนต์ส่งออก ซึ่งในช่วง 8 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.2568) ยอดผลิตเพื่อส่งออกอยู่ที่ 623,069 คัน ลดลงจากปีก่อน 9.24% ส่งผลให้ภาพรวมยอดผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น 8 เดือน มีจำนวนทั้งสิ้น 947,697 คัน ลดลงจากปีก่อน 5.77%

ขณะที่ การผลิตเพื่อขายในประเทศเดือนส.ค.2568 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.11% อยู่ที่ 38,410 คัน สอดคล้องกับ 8 เดือนของปีนี้ยอดผลิตเพื่อขายในประเทศอยู่ที่ 324,628 คัน เพิ่มขึ้น 1.69% จากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ชดเชยรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาขายในปี 2565-2566 สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศอยู่ที่ 47,622 คัน เพิ่มขึ้น 5.38% จากการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่มีถึง 9,246 คัน เพิ่มขึ้น 26.62%

“ปีนี้เป้าหมายผลิตรถยนต์อยู่ที่ 1.45 ล้านคัน แบ่งเป็นยอดผลิตเพื่อส่งออก 9.5 แสนคัน ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5 แสนคัน แต่เนื่องจากปีนี้คาดว่ามีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ตามมาตรการอีวี 3.5 ประมาณ 1 แสนคัน ขณะที่มีบางส่วนจะมีการผลิตในประเทศ จึงน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศทำได้ถึง 6 แสนคัน”

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลใหม่ของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ได้แสดงความตั้งใจที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตมากขึ้น จึงขอเสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะได้เก็บภาษีมากกว่าเงินที่จะจ่าย ซึ่งอาจจะไม่ต้องจ่าย ถ้าเศรษฐกิจดีวันดีคืน

“ตามข้อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยให้รัฐบาลตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาท เพื่อค้ำประกันผลขาดทุน จากการยึดรถกระบะแล้วขายขาดทุน โดยจ่ายผลขาดทุนตามจริง แต่ไม่เกินคันละ 50,000 บาทให้กับสถาบันการเงิน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนหรือเงื่อนใขว่า สถาบันการเงินต้องปล่อยกู้ให้มียอดขายรถกระบะมากขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างน้อย 30%”

ส่วนเงินกองทุน่จะเป็น 2,000 หรือ 5,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่จะให้ขายรถกระบะเพิ่มขึ้นกี่หมื่นคันในแต่ละปี ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อยึดรถกระบะมาแล้วและประมูลขายขาดทุนแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวจะทำให้บริษัทประกันภัยและพนักงานขายรถกระบะ รวมทั้งคนงานทำงานในบริษัทซัพพลายเชนที่มีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทก็ลงทุนเพิ่ม จ้างงานเพิ่ม คนงานเหล่านี้มีรายได้มากขึ้น ชำระหนี้ได้มากขึ้น (หนี้ครัวเรือนลดลงอย่างแท้จริง) ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น ทานอาหารมากขึ้น เดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศและในประเทศลงทุนมากขึ้นและเร็วขึ้น ผลิตสินค้าส่งออกมากขึ้น เศรษฐกิจไทยจะได้เติบโตเป็นวงจรขาขึ้นในอัตราที่สูงขึ้นเสียที

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน