ดัชนีเชื่อมั่นท่องเที่ยวไตรมาส 3 ทรุด คาดทั้งปีเหลือ 33 ล้านคน ฉุดรายได้วูบ 20%

นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นไตรมาส 3/2568 อยู่ในระดับ 66 สะท้อนการประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวของผู้ประกอบการทั่วประเทศอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติมาก ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา และลดลงจากระดับ 68 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปี 2567 โดยคาดการณ์ 4/2568 อยู่ในระดับ 72 สถานการณ์ท่องเที่ยวจะดีขึ้น

เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ของประเทศไทย ส่วนปัจจัยลบในไตรมาสนี้ ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศเข้าสู่ภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อุทกภัยจากอิทธิพลของพายุวิภา สงครามไทย – กัมพูชา จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ค่าเงินบาทแข็งค่า ด้านปัจจัยบวกในไตรมาสนี้ ได้แก่ นโยบายและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ การฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม การเพิ่มเส้นทางการบินและที่นั่งผู้โดยสารวันชาติของมาเลเซีย

นายชัย กล่าวว่า ปี 2568 คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวรวมประมาณ 33,147,746 คน ลดลงถึง 17% เมื่อเทียบกับปี 2562 และลดลง 6.7% จากปี 2567 ไม่เพียงแต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง รายได้จากภาคการท่องเที่ยวก็ลดลงเช่นกัน โดยลดลงจาก 1,911,808 ล้านบาทในปี 2562 เหลือประมาณ 1,524,796 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งคิดเป็นอัตราการลดลงถึง 20.2% จะเห็นว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงในอัตราที่สูงกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว อาจเกิดจากพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปและโครงสร้างนักท่องเที่ยวเปลี่ยนโดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มีค่าใช้จ่ายสูงลดลงมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมการใช้เงินที่คุ้มค่าคุ้มราคามากขึ้น สัดส่วนนักท่องเที่ยวเอง (เอฟไอที) และนักท่องเที่ยวแบคแพค มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย

“เปรียบเทียบสถานการณ์ท่องเที่ยวตามประเภทของสถานประกอบการ บริษัทนำเที่ยวสถานการณ์ท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด คาดว่าไตรมาส 4/2568 จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสนี้ สถานบันเทิงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และคาดว่าไตรมาส 4/2568 สูงสุดในกลุ่มและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร้านอาหารลดลงเล็กน้อย คาดว่าไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความน่าสนใจคือ ร้านขายของที่ระลึกเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุดในทุกช่วงเวลา สะท้อนถึงความท้าทายในการแข่งขันหรือพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป” นายชัย กล่าว

นายชัย กล่าวว่า เปรียบเทียบสถานการณ์ท่องเที่ยวตามภูมิภาค กรุงเทพฯ มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุดในไตรมาส 3/2567 แต่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 3/2568 แสดงให้เห็นถึงความผันผวนที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงของไทย คาดว่าจะดีขึ้นในไตรมาส 4/2568 แต่ยังต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ภาคใต้ การท่องเที่ยวดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาเล็กน้อย และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4/2568 ภาคตะวันออก การท่องเที่ยวลดลงค่อนข้างมาก แต่คาดว่าจะดีขึ้นไนไตรมาสหน้า ภาคเหนือ การท่องเที่ยวลดลงดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาเล็กน้อย และคาดว่าจะสูงขึ้นมากในไตรมาสหน้า เนื่องจากย่างเข้าฤดูหนาว

รายได้ของสถานประกอบการในไตรมาส 3/2568 ในภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยเพียง 44% เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดโควิด-19 การฟื้นตัวของรายได้ยังคงเป็นไปอย่างช้าๆ และยังห่างไกลจากระดับปกติ มีความผันผวนของการฟื้นตัว รายได้มีการฟื้นตัวแบบไม่สม่ำเสมอ เคยขึ้นไปถึง 64% ในไตรมาส 1/2566 แล้วลดลงมาเหลือ 44% ในไตรมาสนี้

ภาคใต้มีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดที่ 50% เนื่องจากภาคใต้ที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวต่างชาติ ภาคเหนือมีรายได้เฉลี่ยต่ำที่สุดที่ 39% ร้านอาหาร/ภัตตาคาร/ร้านขายเครื่องดื่มในกรุงเทพฯ มีรายได้ถึง 63% ซึ่งสูงกว่าทุกภูมิภาค ธุรกิจนำเที่ยวและร้านขายของฝาก/ของที่ระลึก มีรายได้ต่ำที่สุด 36% สปา/นวดแผนไทย มีรายได้ค่อนข้างต่ำในกรุงเทพฯ 22% และภาคกลาง 21% แสดงถึงความท้าทายในตลาดเมืองหลวงและภาคกลางสำหรับธุรกิจประเภทนี้

นายชัย กล่าวว่า จำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในไตรมาส 3/2568 ประมาณ 87% ของช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกมีสัดส่วนแรงงานกลับมาในระดับที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในขณะที่กรุงเทพฯ เป็นภูมิภาคที่สัดส่วนแรงงานในหลายธุรกิจยังคงต่ำกว่าภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจแสดงถึงการปรับโครงสร้างหรือความท้าทายในการจ้างงานในเมืองหลวง การที่จำนวนแรงงานฟื้นตัวได้ดีกว่ารายได้ สะท้อนว่าสถานประกอบการอาจมีการจ้างงานกลับเข้ามาเพื่อรองรับการฟื้นตัวของกิจกรรม แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้เทียบเท่ากับช่วงก่อนโควิดได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานหรือผลกำไร

ส่วนอัตราการเข้าพักในภาพรวมไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 53% โดยภาคใต้ มีอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 62% ภาคกลางมีอัตราการเข้าพักต่ำที่สุดที่ 46% โรงแรมขนาดใหญ่มากกว่า 100 ห้อง มีอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 67% ขนาดกลาง 31-100 ห้อง อยู่ที่ 57% ขนาดเล็ก น้อยกว่า 30 ห้อง อยู่ที่ 48% ในไตรมาส 3/2568 ในขณะที่ธุรกิจที่พักแรมมีรายได้เฉลี่ยเพียง 47% เมื่อเทียบกับช่วงไม่เกิดวิกฤตโควิด-19 ปี 2562

แม้อัตราการเข้าพักจะอยู่ที่ 53% แต่รายได้ยังคงต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของปี 2562 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการแข่งขันด้านราคา การลดราคาห้องพัก หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายน้อยลง โดยในไตรมาส 3/2568 ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3,131 บาทต่แคนต่อทริป ที่อยู่ประมาณ 4,976 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเฉลี่ย อยู่ที่ 46,656 บาทต่อคนต่อทริป ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน