ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญคิดเป็น 74% ของการจ้างงานในตลาดทุนไทย ชี้ต้องเร่งปรับตัวสู่ยุค AI เปิดทางทายาทรุ่นใหม่ พลิกคำสาป ธุรกิจครอบครัวจะสิ้นสุดใน 3 รุ่น

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวปาฐกถาในงาน The 3rd SET Annual Conference on Family Business: Transforming Family Business หัวข้อ “พลิกอนาคตธุรกิจครอบครัวให้โตอย่างยั่งยืน” ว่า ธุรกิจครอบครัวไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งปัจจัยความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์, สงครามการค้า และเทคโนโลยี AI ซึ่งตลท.มีบทบาทในการสร้าง Ecosystem ให้เอื้อต่อการเติบโต โดยยังคงมุ่งเป็น “บ้านแห่งโอกาส” สำหรับธุรกิจครอบครัวไทย เพื่อเดินหน้าสร้างความยั่งยืนและประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่ตลาดทุนและประเทศ พร้อมพลิกคำสาปที่ว่า ธุรกิจครอบครัวจะสิ้นสุดใน 3 รุ่น

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ระบุว่า จากข้อมูลช่วงปี 2565–2567 บริษัทครอบครัวใช้กลไกตลาดทุนระดมทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้

– สินทรัพย์รวมของธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนถึง 55% ของตลาด และเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี

– รายได้รวมของธุรกิจครอบครัว มีสัดส่วน 48% ของตลาด เติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี

– กำไรสุทธิรวมของธุรกิจครอบครัว มีสัดส่วน 54% ของตลาด แม้ผันผวนตามภาวะตลาด

– มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ต่อ Total Market Cap ของธุรกิจครอบครัว เฉลี่ย 3 ปี อยู่ที่ 53% ของตลาด

– การจ้างงานของธุรกิจครอบครัวในช่วง 3 ปี มีถึง 1.4 ล้านคน คิดเป็น 74% ของการจ้างงานทั้งหมดในตลาด

สำหรับแนวทางการ Transformation ธุรกิจครอบครัวไทยสู่ยุค AI ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ เสนอ 8 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.ประเมินความพร้อมของธุรกิจ โดยทำความเข้าใจศักยภาพของ AI และนำมาใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวของธุรกิจ

2. พิจารณาโอกาสและความเสี่ยงของอุปสรรคในการใช้ AI อย่างรอบคอบ ทั้งในประเด็นข้อกฎหมาย ความรับผิดชอบ เงินลงทุน ทักษะบุคลากรในองค์กร และวัฒนธรรมที่จะเรียนรู้

3. สร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และทดลอง

4. เพิ่มบทบาททายาทรุ่นใหม่ เพราะเรื่อง AI เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ ต้องเปิดโอกาสในการพัฒนา AI มาใช้ในการทำธุรกิจ โดยมอบหมายให้มีอำนาจในการตัดสินใจ ภายใต้คำแนะนำและคำปรึกษาของกรรมการหรือที่ปรึกษาที่มีความรู้

5. ยินยอมกระจายอำนาจการตัดสินใจที่จะเลือก AI ให้มากขึ้น เพื่อลดความล่าช้าในการปรับตัว

6. ลงทุนในบุคลากร เทคโนโลยี และระบบข้อมูล เช่น การย้ายสู่ระบบคลาวด์และไฮบริดคลาวด์ เพื่อความยืดหยุ่นและลดต้นทุนในการทำงาน

7. บริหารจัดการความเสี่ยงและจริยธรรม ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัว, PDPA และความปลอดภัยทางไซเบอร์

8. วัดผลและปรับปรุงอย่างต่อต่อเนื่อง เพราะระบบ AI เปลี่ยนไปรวดเร็วมากและมีผู้เล่นมากมาย

“ธุรกิจครอบครัวต้องวางกลยุทธ์อย่างชัดเจนในการพัฒนาทักษะคนในองค์กร เปิดรับนวัตกรรมใหม่ และปรับวัฒนธรรมให้ทันสมัย โดยเฉพาะทายาทผู้รับมอบที่จะต้องเสนอแนะและสื่อสารกับรุ่นส่งมอบ เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและเติบโตในยุค AI ได้อย่างยั่งยืน” ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน