ฟิทช์ ชี้ แบงก์ไทย กำไร-คุณภาพสินทรัพย์ ถดถอย แต่ทุนสำรองแกร่งยังช่วยประคอง
ฟิทช์ เรทติ้งส์ จัดสัมมนาประจำปีชี้เศรษฐกิจโลกและไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และกันชนการคลังที่อ่อนแอลง โดยได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยจาก “Stable” เป็น “Negative” ขณะที่ภาคธนาคารไทยกำลังเผชิญกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ที่ถดถอย แต่ยังมีทุนสำรองที่แข็งแรงช่วยประคองเสถียรภาพ
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อปรับปรุงแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของประเทศ โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้าง “New Economic Core” หรือแกนเศรษฐกิจใหม่ที่เข้มแข็งและยั่งยืน
ทั้งนี้ ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ได้แก่
1. BCG Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและพลังงานสะอาด
2. ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) และชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ และระบบชาร์จ
3. เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ที่เป็นรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก
4. ธุรกิจดิจิทัลและแพลตฟอร์ม เช่น AI, FinTech, AgriTech และ HealthTech
5. ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center) ที่ดึงดูดการลงทุนและบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ประเทศ
ทั้งนี้ ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในไตรมาส 1/2568 เพิ่มขึ้นกว่า 20% และมูลค่าการลงทุนพุ่งขึ้นเกือบ 97% จากปีก่อน แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจแสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายภาคครัวเรือน ที่เคยขยายตัวสูงสุดถึง 7.4% ในไตรมาส 3/2566 เริ่มชะลอลง เหลือเพียง 2.5% ในไตรมาส 1/2568 และ 2.1% ในไตรมาส 2/2568 สะท้อนว่ากำลังซื้อประชาชนยังเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่มีข้อจำกัดสูง
ด้านภาคการผลิต ภาคเกษตรยังผันผวน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตขยายตัวต่ำ มีเพียงภาคพลังงานและการจัดการน้ำที่เติบโตโดดเด่น ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจาก “การผลิตแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม”
โธมัส รูคมาเคอร์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฟิทช์ เรทติ้งส์ ฮ่องกง ได้บรรยายเกี่ยวกับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2568 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงที่เต็มไปด้วยความท้าทายมากขึ้น โดยฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.4% จาก 2.9% ในปี 2567 ปัจจัยสำคัญคือแรงกดดันจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือ “US Tariff Shock” ซึ่งดันอัตราภาษีเฉลี่ยขึ้นไปถึง 16% สูงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930 การเก็บภาษีในระดับสูงนี้ไม่เพียงกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งการบริโภคของภาคครัวเรือน การบริการ และการจ้างงาน อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้
ส่วนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง แต่ทิศทางข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยปัจจัยเสี่ยงหลักคือภาษีสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตในภูมิภาคนี้ การตอบสนองเชิงนโยบายของแต่ละประเทศจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาล (Sovereign Credit Rating)
ขณะที่จีนยังสามารถรักษาระดับการส่งออกได้อย่างมั่นคงจากการปรับปรุงขีดความสามารถด้านการแข่งขัน แต่แรงกดดันจากสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลจีนต้องพึ่งพานโยบายการคลังอย่างเข้มข้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ความอ่อนแอยังคงปรากฏชัดในภาคอสังหาริมทรัพย์และอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
โธมัส กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลงก็ส่งผลให้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง (Fiscal Consolidation) มีความล่าช้า เช่น ในกรณีที่ประชาชนในประเทศเกิดความไม่พอใจและนำไปสู่การประท้วงด้านธรรมาภิบาลหรืออัตราค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ฟิทช์ได้การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลที่ “BBB+” ของประเทศไทย เป็น “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ” จาก “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อฐานะการคลังของประเทศจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่ยืดเยื้อ ประกอบกับอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัวลง การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ล่าช้า และการลดระดับหนี้ของภาคครัวเรือน (Household Develaging) สถานะทางการคลังของประเทศไทยได้ปรับตัวด้อยลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลจะยังสามารถจัดหาเงินทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ด้วยต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน ในขณะที่สถานะหนี้สินต่างประเทศ (External Finance) ยังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญ
นายพาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงิน ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยในการสัมมนาว่า กำไรและคุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารไทยมีแนวโน้มถดถอยลง โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ SME ฟิทช์คาดว่าแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2569 จะยังคงมีความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ การเติบโตของสินเชื่อในระดับต่ำ และอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรองรับความเสี่ยง (Loss Absorption Buffers) เช่น อัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ และฐานะเงินกองทุน(Core Capital) ของภาคธนาคารยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับธนาคารในภูมิภาคและเกณฑ์มาตรฐานของฟิทช์และยังเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนโครงสร้างเครดิตที่พิจารณาจากฐานะการเงินของตัวธนาคารเอง (Standalone Alone Credit Profile)
ในด้านอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ระบุว่า ธนาคารที่มีความเชื่อมโยงกับภาครัฐ รวมถึงธนาคารที่มีอันดับอยู่ในระดับเพดานประเทศ (Country Ceiling) ถูกปรับแนวโน้มเป็น “ลบ” (Negative) ขณะที่ธนาคารอื่นๆ ยังคงถูกจัดอยู่ในระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable) อย่างไรก็ตาม ฟิทช์เตือนว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ของอันดับความสามารถในการดำเนินงาน (Viability Ratings) ของธนาคารไทยกำลังลดลง สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ระบบธนาคารอาจเปราะบางมากขึ้น หากเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม