พราว เรียล เอสเตท เผยแนวโน้มรายได้ปี 2568 ใกล้เป้าหมายที่ 8-9 พันล้านบาท หลังครึ่งปีแรกกวาดรายได้ 3,775 ล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท เดินหน้ารุกตลาดหรู เปิดตัว “The Residences at InterContinental Phuket Resort” มูลค่า 2,500 ล้านบาท ชูจุดขายแบรนด์ระดับโลก บนศักยภาพภูเก็ตที่โตแรง เศรษฐกิจขยายตัว-โครงสร้างพื้นฐานหนุน ดึงเม็ดเงินนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพทั่วโลก
วันที่ 6 ต.ค. 2568 นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2568 คาดว่าจะใกล้เคียงเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ 8-9 พันล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้แล้ว 3,775 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เปิดบริษัทมา โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทคาดว่าบริษทจะมีการรับรู้รายได้มากกว่า 4 พันล้านบาท ซึ่งมาจากการทยอยโอน 2 โครงการคอนโดมิเนียม ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ
ประกอบด้วยโครงการนิว ดิสทริค อาร์ 9 และ โครงการเวหา หัวหิน ที่ปัจจุบันทั้ง 2 โครงการ มียอดขายรวมเฉลี่ย 80% จากมูลค่าโครงการรวม 8,900 ล้านบาท
ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้ฟื้นตัวดีขึ้น จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล อาทิ มาตรการคนละครึ่ง รวมถึงนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งในปลายปีนี้คาดว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง 0.25%
ประกอบกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ที่มีนโยบายแก้หนี้ครัวเรือน และหากจีดีพีสิ้นปีนี้จบที่ระดับกว่า 2% คาดว่าระดับหนี้ครัวเรือนน่าจะดีขึ้น หรืออยู่ที่ 82-83% และหากกำลังซื้อดีขึ้นจากภาระหนี้ที่ลดลง ก็คิดว่าภาพรวมตลาดน่าจะดีขึ้น
ส่วนกลุ่มลูกค้าของบริษัทโดยภาพรวมอยู่ที่ 3 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือน แต่จากดอกเบี้ยที่ลดลง ก็จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทก็ดีขึ้น และหวังว่าสภาพคล่องทางการเงินจะเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ตลาดหุ้นจะปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าหวังจะมีเงินเข้ามาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้นตามมา

ขณะเดียวกันล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการเดอะเรสซิเดนเซส แอท อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท (The Residences at InterContinental Phuket Resort) บนหาดกมลา จ.ภูเก็ต คอนโดมิเนียม มูลค่าการลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท ถือเป็นโครงการแบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ แห่งที่ 2 ในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ระดับโลกอย่างอินเตอร์คอนติเนนตัล

เป็นเอ็กซ์คลูซีฟคอนโดมิเนียม บนที่ดิน 3.5 ไร่ ปรเะกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัยสูง 7 ชั้น 2 อาคาร ห้องชุดรวม 111 ยูนิต และมีอาคารพื้นที่ส่วนกลาง 3 ช้ัน อีก 1 อาคาร สำหรับห้องชุดมีขนาดตั้งแต่ 1 ห้องนอน ขนาด 59-76 ตร.ม., 2 ห้องนอน ขนาด 101-188 ตร.ม., 3 ห้องนอน ขนาด 203-215 ตร.ม. และเพนท์เฮ้าส์ 4 ห้องนอน เริ่มที่ 201 ตร.ม. 2 ยูนิต และเพนต์เฮาส์ 5 ห้องนอน ขนาด 425 ตร.ม. โดยทุกยูนิตตกแต่งพร้อมเฟอร์นิเจอร์ระดับพรีเมียม ในราคาเริ่มต้น 15-130 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ย 2.5-3 แสนบาท/ตร.ม.

โดยจะเริ่มเปิดการขายในรอบ VVIP ที่บ้านจิมทอมป์สัน กรุงเทพฯ ในวันที่ 18 พ.ย. นี้ และจะเริ่มก่อสร้างในเดือนพ.ย.นี้เช่นกัน โดยมีกำหนดสร้างเสร็จในไตรมาส 3/2570 ขณะที่คาดหวังยอดขายในช่วง 2 เดือนนี้ที่ 30%
“ภูเก็ตมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยปีก่อนหน้ามีตัวเลข GDP ที่เติบโตสูงถึงกว่า 20% และเติบโตประมาณ 33% หลังจากสถานการณ์โควิด ทำให้ภูเก็ตถูกมองว่าเป็น กระเป๋าตังก์ที่มีการเจริญเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย และถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีความแน่นอนสูง”
จากแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล นับตั้งแต่การขยายสนามบินภูเก็ต เฟส 2 ซึ่งจะรองรับผู้โดยสารประมาณ 18 ล้านคน ภายในปี 2572 รวมถึงโครงการสนามบินอันดามัน (สนามบินนานาชาติภูเก็ตแห่งที่ 2) ในจ.พังงา โดยจะช่วยเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและจำนวนคนที่เข้ามาในพื้นที่ได้มากขึ้น
อีกทั้งยังมีการลงทุนในท่าเรือเชิงพาณิชย์และท่าเรือการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน ซึ่งท่าเรือส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาท่าเรือแบบ Hybrid เพื่อรองรับทั้งเรือสินค้าและเรือสำราญ ขนาดใหญ่ ที่รองรับผู้โดยสารได้หลายพันคน ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้าของภูเก็ต เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง
นายพสุ กล่าวอีกว่านอกจากนี้ทางภูเก็ต ยังมีแผนพัฒนาโครงการรถไฟรางเบา ที่เชื่อมต่อจากพังงา ยาวไปจนถึงอ่าวฉลองทางใต้ของเกาะ ซึ่งสำคัญต่อภูเก็ต ที่ปัจจุบันรถติดขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีทางพิเศษ
ที่ล่าสุดมีการประกาศการลงทุนของการทางพิเศษในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน ที่สำคัญยังมีโครงการจัดการน้ำทั่วเกาะ ทั้งเรื่องน้ำดื่มที่ราคาค่อนข้างแพงซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของต้นทุนการใช้ชีวิตที่สูง และระบบน้ำบำบัดสาธารณูปโภค โดยมีแผนพัฒนาบ่อเก็บน้ำในภูเก็ต และการส่งน้ำมาจากพังงา
ตลอดจนการจัดการขยะ ซึ่งภูเก็ตมีโครงการนำร่องโครงการโรงไฟฟ้าเผาขยะที่ใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น เพื่อเปลี่ยนขยะรีไซเคิลและขยะอินทรีย์บางส่วนเป็นปุ๋ย เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Zero Waste ของประเทศ และยังมีการพัฒนาด้านเฮลธ์ แอนด์ เวลเนส ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างมูลค่าให้กับภูเก็ตและดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ประกาศการลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท สำหรับโรงพยาบาลใหม่ในพื้นที่ภูเก็ต
นายพสุ กล่าวอีกว่าภูเก็ตยังมีการสนับสนุน Digital Currency หรือการใช้เงินดิจิทัล ภายใต้นโยบายของประเทศไทย ซึ่งอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้เงินคริปโต หรือ สเตเบิ้ล คอยน์ ในการใช้จ่ายได้ (จำกัดวงเงินตามระดับ KYC) สิ่งนี้เป็นการเพิ่มสภาพคล่องทางเศรษฐกิจและดึงดูดเม็ดเงินใหม่ ๆ เข้ามา และสร้างการเติบโตในตลาดรักท่องเที่ยวคุณภาพ ดูได้จากการเติบโตของตลาด แบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ ซึ่งตลาดนี้เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง
ขณะที่นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า จ. ภูเก็ต มีสถานะการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งในเวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และ เมืองแห่งสุขภาพระดับโลก จากการที่ล่าสุด จ.ภูเก็ต จะเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลกถึง 2 งาน ในปี 2569
ซึ่งนอกงาน Global Sustainable Tourism Conference (GSTC) ในวันที่ 21-24 เม.ย. 2569 ซึ่งเป็นการประชุมและสัมมนาเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งงาน GSTC นี้ถูกจัดเป็น Flagship Conference ที่จะช่วยผลักดันให้ภูเก็ตไปสู่การเป็น เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
ล่าสุดภูเก็ต ยังได้รับเป็นสถานที่จัดงาน Global Wellness Summit (GWS) ในเดือนพ.ย. 2569 โดยทั้ง 2 เป็นอีเวนต์มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั่วโลก และถือเป็น Global Scale การได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจึงยืนยันถึงความสามารถและตำแหน่งของภูเก็ตในเวทีโลก ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
นายพสุ ได้กล่าวตอนท้ายถึงแผนลงทุนปี 2569 เบื้องต้นจะเปิด 2 โครงการ ในช่วงไตรมาส 1 ปรเะกอบด้วยบ้านเดี่ยวระดับราคา 15 ล้านขึ้นไป บนทำเลถนนหอการค้าไทย และ คอนโดมิเนียม หัวหิน บนที่ดิน 10 ไร่ บริเวณอารีน่า หัวหิน สปร์ตคลับ รวมมูลค่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเลื่อนเปิดการขายจากปีนี้