กพช. เดินหน้าโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ขยายระบบส่ง หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล รองรับดาต้า เซ็นเตอร์ เปิดเข้าโครงการเดือนพ.ย.นี้
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 3/2568 มีมติเห็นชอบโครงการด้านพลังงานตามนโยบาย Quick Big Win ด้านพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับท้องถิ่น และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศ 40-80 สตางค์ต่อหน่วย
ทำให้เกิดการสร้างงาน 1,600 ตำแหน่ง เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน 30,000 ล้าบาท ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
โดย กพช. เห็นชอบกรอบหลักการเบื้องต้นในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์มชุมชน) ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อแห่ง รวมกำลังการผลิตไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ กำหนดขนาดและพื้นที่เป้าหมายจะพิจารณาจากศักยภาพระบบไฟฟ้า ความต้องการใช้ไฟของชุมชน และความพร้อมของที่ดินในพื้นที่ เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพ.ย.นี้
ที่ประชุมให้ไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในรูปแบบการับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอัตราการรับซื้อไฟฟ้าแบบคงที่ Feed-in Tariff (FiT) อัตราไม่เกิน 2.25 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี สัญญาแบบ Non-firm
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากกลุ่มผู้ประกอบการดาต้า เซ็นเตอร์ ตามนโยบายรัฐบาล 1,750 เมกะวัตต์ งบประมาณ 3,000 ล้านบาทตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแล้ว
ทั้งนี้ มอบหมายให้ กฟผ. จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมในระยะสั้นและระยะยาว เสนอ ครม. อนุมัติอีกครั้ง วงเงิน 30,500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออกให้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมดิจิทัล ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ในอัตรา 2.1679 บาทต่อหน่วย เท่ากับอัตราที่ดำเนินในโครงการพลังงานลม ซึ่งลดลงจากเดิมอยู่ในอัตรา 2.1941 บาทต่อหน่วย เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในภาพรวม
โดยให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับรอบระยะเวลาการลงนามซื้อขายไฟฟ้าและขยายกำหนดวันเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กพช. เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงกำหนดวัน SCOD ในช่วงปี 2568-2570 และแผนการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) เป็นกรอบการดำเนินงาน เนื่องจาก PDP 2024 อยู่ระหว่างจัดทำและยังไม่แล้วเสร็จ
ในส่วนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานนั้น กพช. เห็นชอบแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุน ประจำปีงบประมาณ 2569-2571 วงเงิน 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 9,000 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการโซลาร์สูบน้ำ และปี 2570-2571 ปีละ 3,000 ล้านบาท สานต่อการกระจายระบบพลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้ในระบบชลประทานและประปาหมู่บ้านทั่วประเทศ
นายอรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการร่างสัญญา Energy Wheeling Agreement (EWA) สำหรับโครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ระยะที่ 2 (LTMS-PIP Phase 2) ในอัตรา 3.5879 US Cent/หน่วย และสามารถปรับเพิ่มได้ แต่ต้องไม่เกินวันที่ 22 มิ.ย.2569