ซินเจนทา ใช้“เทคโนโลยีชีวภาพ” ยกระดับเกษตรไทย รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม–สร้างรายได้มั่นคง เพิ่มผลผลิตถึง 10% พร้อมปกป้องสิ่งแวดล้อม
วันที่ 28 ต.ค.2568 น.ส.วรรณภร วัฒนาเกษมสัตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนและบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ซินเจนทายกระดับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทย ด้วยนวัตกรรมระดับโลก “เทคโนโลยีชีวภาพ (Biological)” สู่อนาคตเกษตรยั่งยืน การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพพลิกโฉมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากพืชอาหารสัตว์ทั่วไปให้กลายเป็น “พืช เศรษฐกิจแห่งอนาคต”
เชื่อมโยงเศรษฐกิจ เกษตรกรรม พลังงาน สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่การเกษตรต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพอากาศที่แปรปรวน การเสื่อมโทรมของดิน และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีชีวภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นฟูเกษตร
ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รายใหญ่ของภูมิภาคอาเซียน โดยมีพื้นที่ปลูกกว่า 6-7 ล้านไร่ และผลผลิต 4-5 ล้านตันต่อปี ซึ่งกว่า 90% ของผลผลิตทั้งหมดถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่งผลให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาทต่อปี และเกษตรกรยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ เช่น ศัตรูพืชอย่างหนอนกระทู้ลายจุดที่สร้างความเสียหายกว่า 40% ต่อฤดูกาล และปัญหาฝนทิ้งช่วงที่ทำให้ผลผลิตลดลง 15-25%
ขณะเดียวกัน วัชพืชที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพยังแย่งสารอาหารและน้ำจากพืชหลัก ส่งผลให้ต้นข้าวโพดอ่อนแอและคุณภาพผลผลิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเกษตรสมัยใหม่จึงต้องปรับตัว โดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biological) เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งในด้านการบำรุงดิน การกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช และการควบคุมโรค แมลงและวัชพืชอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้สารชีวภาพผสมผสานกับการใช้สารเคมีไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะยาว

แต่ยังฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศในไร่ ทำให้ดินมีชีวิตมากขึ้น พืชแข็งแรงขึ้น และผลผลิตมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ โดยใช้แนวทางการจัดการพืชแบบบูรณาการ (ICM) ที่ผสานเทคโนโลยีชีวภาพ ด้วยการใช้จุลินทรีย์หรือสารชีวภาพร่วมกับวิธีการเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อควบคุมศัตรูพืชและส่งเสริมสุขภาพดิน การผสมผสานนี้ช่วยเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคและเกษตรกร
ปัจจุบันเกษตรกรไทยเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อเสริมประสิทธิภาพการปลูกข้าวโพดกันมากขึ้น ซินเจนทา ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรระดับโลก จึงได้พัฒนาโซลูชันชีวภาพที่ตอบโจทย์เกษตรกรยุคใหม่อย่างครบวงจร ทั้งการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพช่วยปรับปรุงดินให้ร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์มากขึ้น การใช้สารควบคุมทางชีวภาพ (Biocontrols) เพื่อจัดการแมลงศัตรูพืชและวัชพืชโดยไม่ทำลายดิน
รวมถึงการใช้สารกระตุ้นทางชีวภาพ (Biostimulants) เพื่อช่วยให้ข้าวโพดมีความทนทานต่อสภาพแล้งหรือฝนทิ้งช่วง เช่น ผลิตภัณฑ์ควอนติส ที่ช่วยลดอุณหภูมิพืช ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และเพิ่มปริมาณให้ผลผลิตมีคุณภาพ เพราะข้าวโพดที่แข็งแรงย่อมให้ผลผลิตที่มากกว่าและมีคุณภาพดีขึ้น รวมไปถึงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหาร (Nutrient Use Efficiency – NUE) ที่ช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น
ซินเจนทายังมีเทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะ “GEA POWER” ที่ผสานพลังของสารสกัดจากพืชธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทนแล้งและการดูดซึมสารอาหารของข้าวโพด ตัวอย่างจากการทดลองในบราซิลพบว่า ข้าวโพดที่ใช้สารกระตุ้นทางชีวภาพสามารถเพิ่มผลผลิตได้ 5–10% โดยไม่ต้องรดน้ำเพิ่มเติม

ส่วนในสหรัฐอเมริกา การใช้ฟีโรโมนจากสารชีวภาพเพื่อลดการผสมพันธุ์ของแมลงศัตรูพืชช่วยลดความเสียหายได้กว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดของเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่เน้นให้ผลผลิตและสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกัน
การนำเทคโนโลยีชีวภาพมาประยุกต์ใช้กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มผลผลิตเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบเกษตรที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะจะช่วยให้เกษตรกรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการจัดการศัตรูพืชและโรคพืช รับมือกับความเครียดจากสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ฟื้นฟูสุขภาพของดิน และสร้างความสมดุลในระบบนิเวศ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ บทบาทของผลิตภัณฑ์ชีวภาพจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไทย ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพผลผลิต ซินเจนทาพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่เดินเคียงข้างเกษตรกรในทุกฤดูเพาะปลูก ผ่านนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อให้การเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อม”
“การบริหารจัดการไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นระบบจะช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ และในขณะเดียวกันการใช้ผลิตภัณฑ์สารชีวภาพที่เหมาะสมจะทำให้ต้นข้าวโพดแข็งแรง ทนทานต่อโรคและสภาพอากาศที่แปรปรวน ลดต้นทุนการผลิต ยกระดับคุณภาพผลผลิต และยังสร้างคุณค่าต่อดิน สิ่งแวดล้อม และชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน
เมื่อเกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสร้างรายได้ที่มั่นคง พร้อมต่อยอดสู่ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั้งในประเทศและระดับโลก”