ธปท.เตรียมเปิดเกณฑ์ “JV-AMC” พร้อมดัน BAM–SAM เป็นกลไกหลักแก้หนี้รายย่อยไม่เกิน 1 แสนบาท ช่วยประชาชนกว่า 2 ล้านคน
วันที่ 28 ต.ค. 2568 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา BAM SYMPOSIUM ครั้งที่ 1 : New Era of AMC 2025 “พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” จัดโดย บริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 อย่างที่ทราบโดยทั่วกันว่าอาจจะเป็นปีที่ไม่ได้ดีอย่างที่เคยเป็นมา
โดยคาดว่า GDP จะอยู่ที่ 2.2% ซึ่งสถานการณ์ครึ่งปีหลังในไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้ จะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรกที่เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตที่ดีในระดับ 3% เนื่องจากมีการเร่งส่งออก และแนวโน้มจะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2569 แต่อย่างไรก็ดีทั้งปี 2569 คาดว่า GDP จะเติบโตลดลงเหลือ 1.6%
ท้งนี้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตที่ชะลอตัวลงเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศโดยแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัย ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ปัญหาเรื่องบรรษัทภิบาล (CG) ปัญหาเรื่องการศึกษา และอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
โดยหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันลดลงจากที่เคยขึ้นไปถึง 90% มาอยู่ที่ 86% ซึ่งเป็นการลดลงจาก GDP ที่เติบโตขึ้น และยอดสินเชื่อที่ชะลอตัวลง ซึ่งหนี้ครัวเรือนมีผลต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของทั้งประเทศลดลง ท่ามกลางกำลังซื้อที่ไม่ได้แข็งแรง และไม่มีการลงทุนเพิ่ม
อย่างไรก็ดีในหนี้ครัวเรือน 86% มีส่วนที่น่าสนใจ คือ เริ่มมีปัญหาผิดนัดชำระ ทั้งส่วนที่เป็นหนี้เสีย (NPL) แล้ว ซึ่งอยู่ที่ประมาณเ 4% หรือ ส่วนที่เริ่มผิดนัดชำระหนี้ ที่เรียกว่าหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน (SM) มีอยู่ประมาณ 8-9% รวมกันอยู่ที่ประมาณ 11-12% ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะสะท้อนปัญหา NPL หรือปัญหาที่กำลังจะนำไปสู่การเป็นหนี้เสีย
นายวิทัย กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนหากไม่รีบแก้ไม่ใช่แค่เรื่องที่เป็นแรงกดดันการบริโภคและการลงทุนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน และความสามารถในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และธุรกิจรายย่อยด้วย มีโอกาสที่ระดับหนี้ต่อ GDP จะสูงขึ้น
ดังนั้น บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) จะมีบทบาทมาก ๆ ในการดูดซับหนี้เสีย ทำให้หนี้เสียกลายเป็นหนี้ที่ดี โดยปัจจุบันจำนวน AMC ในภาพรวมของทั้งประเทศมีประมาณ 90 แห่ง โดยที่มีประมาณ 45 แห่ง ที่ยังมีกิจกรรมทางธุรกิจ (Active) หรือมีการโอนสินทรัพย์แล้วก็ดำเนินธุรกิจอยู่จริง ๆ ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 45 ราย
ทั้งนี้ในอดีต AMC เคยดูดซับหนี้ NPL ได้สูงสุดถึง 20% ของ NPL ทั้งหมด แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือประมาณ 10% เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากเห็นต่อไปในอนาคต คือ อยากเห็น AMC ขยายตัว และแอคทีฟมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน
นายวิทัย กล่าวด้วยว่า ภายใน 2-3 วันนี้ ธปท.กำลังจะประกาศเรื่อง JV-AMC (การร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์) ให้สถาบันการเงินมาร่วมลงทุนจัดตั้ง JV-AMC กับ AMC ในปัจจุบันที่มีอยู่ โดยคาดหวังว่า JV-AMC จะมาช่วยคน ช่วย SME ที่มีปัญหา อยากเห็นจำนวนของ AMC ที่ แอคทีฟ มากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 45 รายจาก 90 ราย อยากเห็นการกลับไปซื้อ NPL ที่ระดับ 20 – 25% หรือ 30% ของยอด NPL
“ธปท. อยากเห็นการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมจาก AMC และเชื่อมั่นมากว่า BAM ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดนี้จะมีบทบาทสำคัญจริง ๆ โดย BAM มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 45% ของทั้งตลาด และ บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท (SAM) อีกขาหนึ่งเป็นลูกของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 15% ของทั้งตลาด”
นายวิทัย กล่าวและว่าอยากเห็นบรรดา AMC มีการเจรจาแบบผ่อนปรนขึ้น หากได้กำไรให้ผู้ถือหุ้นพอสมควรแล้ว ให้ช่วยสังคม ช่วยคน ช่วย SME ที่เหลือ ช่วยลดหนี้ให้ก็จะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนได้
นอกจากนี้อยากให้ AMC เข้าสู่ระบบบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) แบบสมัครใจไม่ได้บังคับ เพราะหาก AMC เข้าเครดิตบูโรทั้งหมดจะทำให้ฐานข้อมูลชัดเจนขึ้น เมื่อแก้หนี้สำเร็จ ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อไป
นายวิทัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ร่วมกับ กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย พยายามผลักดันเรื่อง AMC ที่แก้หนี้ประชาชน ที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท โดยคาดหวังว่าการหารือจะได้ข้อยุติภายในสัปดาห์นี้ หรือสัปดาห์หน้า หากสำเร็จจะเป็นการโอนหนี้ที่ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งมีลูกหนี้อยู่ราว 4 ล้านคน เข้าไปสู่การแก้ไขหนี้ โดยในเฟสแรกคาดว่าจะช่วยลูกหนี้ได้ 1.5-2 ล้านคน โดยส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ที่ SAM อีกส่วนหนึ่งอาจจะให้ BAM ช่วยพิจารณา