HSBC เผยครึ่งปีแรก 2568 คำขอส่งเสริมการลงทุนดิจิทัลพุ่ง 20 เท่า แตะระดับประวัติการณ์ 1.06 ล้านล้านบาท นำโดยธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์กวาดเม็ดเงินลงทุนกว่า 5.2 แสนล้านบาท แรงหนุนคลาวด์-เอไอ ด้าน EEC ระบุมีนักลงทุน 17 ราย ลงทุนรวมกว่า 5,000 เมกะวัตต์ หนุนไทยขึ้นแท่นฐานดาต้าเซ็นเตอร์สำคัญของภูมิภาค

นายจอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย (HSBC) เปิดเผยว่าที่ผ่านมา HSBC ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.หรือ EEC) เพื่อเดินหน้าให้ข้อมูล (โรดโชว์) ด้านการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ให้กับนักลงทุน ใน 58 ประเทศเป้าหมายที่เป็นโครงข่ายของ HSBCธนาคารใหญ่ระดับโลก

เนื่องจาก HSBC ได้เล็งเห็นอนาคตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนจากตัวเลขครึ่งปีแรก 2568 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น 139% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.06 ล้านล้านบาท

แบ่งเป็นเงินลงทุน 5.22 แสนล้านบาท จากภาคการลงทุนในโครงการดิจิทัล ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า โดยเฉพาะธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอุตสาหกรรมเดียว ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 5.21 แสนล้านบาท จาก 28 โครงการ

แสดงให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีทั้งต่างประเทศและในประเทศกำลังเร่ง ตอบสนองความต้องการด้านบริการคลาวด์ขนาดใหญ่จากผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (hyperscalers) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล

นายจอร์โจ กล่าว่า ภาพรวมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ขับเคลื่อนบริการดิจิทัลต่างๆ ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลนี้มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความต้องการบริการคลาวด์คอมพิวติ้งและ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับภาพรวมดาต้าเซ็นเตอร์ในอาเซียนในปัจจุบันมีความสามารถในการรองรับการให้บริการที่ 1.8 กิกะวัตต์ คิดเป็น 16% ของความสามารถในการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ทั้งนี้ 60% ของการรองรับการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในอาเซียนอยู่ในสิงคโปร์

ในขณะที่ความต้องการด้านพลังงานของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ความพร้อมของพลังงานและต้นทุนพลังงานจึงเป็นความท้าทายสำคัญที่ภาคธุรกิจนี้ต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

โดยธนาคารเอชเอสบีซี คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ในอาเซียนจะเพิ่มขึ้น 5 เท่า เป็น 6.5 กิกะวัตต์ (จาก 1.3 กิกะวัตต์ในปี 2566) โดยการขับเคลื่อนมาจากการขยายตัวของบริการคลาวด์ การนำ AI มาใช้ และ IoT

ความสามารถในการรองรับการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในอาเซียนจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า (จาก 1.8 กิกะวัตต์ ในปี 2566 เป็น 8.9 กิกะวัตต์ ในปี 2573)

โดยสัดส่วนความสามารถของการรองรับการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ของอาเซียนจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปี 2573 ของความสามารถในการรองรับการให้บริการของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด และ 1 ใน 3 ของพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดที่ผลิตในอาเซียนจะถูกใช้โดยดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะสร้างโอกาสให้แก่บริษัทพลังงานหมุนเวียน

นายจอร์โจ กล่าวว่าจากแนวโน้มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่กล่าววมา โดยธนาคารเอชเอสบีซีมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนจากบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ซึ่่่งการเพิ่มขึ้นของจำนวนโครงการและมูลค่าการลงทุนโดยรวมสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในศักยภาพและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของประเทศไทย

นอกจากนี้ไทยยังมีความได้เปรียบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าของไทยที่มีความแข็งแกร่ง ความเร็วอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยติด 10 อันดับแรกของโลก การมีเครือข่าย 5G ที่ครอบคลุมประชากรกว่า 89% สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน

ความต้องการการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อ รวมถึงความได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนการก่อสร้างและดำเนินงานธุรกิจในระดับต่ำที่แข่งขันได้ ที่สำคัญมีสิทธิประโยชน์จาก BOI ที่มีพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

“HSBC มีลูกค้าที่มีความสนใจเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ทั้งลูกค้าคนไทย และต่างชาติ ซึ่งยังมีลูกค้าที่สนใจจะลงทุนในอุตสาหกรรมไฟฟ้า รวมถึงที่ดิน และแพลตฟอร์มทั้งโซเชียลคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดียทั้งหลายที่ต้องการขยายลงทุนในไทยแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยเป็นตัวเลขได้”

ทางด้านนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.หรือ EEC) กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยและพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากที่มี 100 เมกะวัตต์(MW) ส่วนใหญ่ใช้ในธุรกิจธนาคาร การเงิน ตลาดหุ้นไทย

แต่ปีนี้เพิ่มมาเป็นราว 5,000 เมกะวัตต์ จาก 17 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ และจะเริ่มทยอยให้บริการได้ตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2569 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนอีกหลายรายที่สนใจที่จะยื่นขอส่งเสริมการลงทุน ขณะที่ EEC มีความสามารถในรองรับการลทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ได้ไม่เกิน 1-1.2 หมื่น MW ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

โดยพื้นที่ EEC ถือว่าได้เปรียบในการลงทุนที่ไม่ใช้เพียงให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่ภาษี อาทิ การทำรายการเงินสกุลดอลลาร์โดยไม่แปลงเป็นเงินบาท รวมถึงการส่งเสริมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่เข้าดูแลตั้งแต่ที่ดิน การก่อสร้าง

ที่ทาง EEC พร้อมให้ใบอนุญาตในที่เดียวกัน นอกจากนี้ EEC ดูแลเรื่องไฟฟ้าและน้ำให้เพียงพอต่อธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ในทางกลับกันก็ต้องไม่ให้กระทบต่อชุมชนโดยรอบด้วย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าไฟฟ้า ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจนี รองลงมาเรื่องน้ำ

ที่ผ่านมาบริษัทที่มีการประกาศการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC ได้แก่ AWS ขนาด 600 MW มีเงินลงทุน 1 แสนล้านบาท, Supernap (Thailand) มีขนาด 60 MW

ทั้งนี้ 17 รายที่ยื่นขอเข้ามาลงทุนใน EEC มีต้นทุนการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เมกะวัตต์ละ 30 ล้านเหรียญ/เมกะวัตต์ (รวมลงทุน GPU) โดยประเทศไทยนับว่าเป็นแหล่งลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์

เนื่องจากไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองราว 1-1.2 หมื่น MW ซึ่งสูงกว่าประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน โดยในจำนวนนี้ 30% เป็นพลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน

ด้านนายฐนสรณ์ ใจดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (ทรู ไอดีซี) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ในไทย กล่าวว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจะช่วยสร้างงาน การพัฒนา AI การพัฒนาซอฟท์แวร์ ที่เป็น Ecosystem

เพราะแม้จะเป็นบริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุน แต่ก็ต้องการคนในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ และในพื้นที่ EEC ก็เหมาะสมเนื่องจากน้ำไม่ท่วม ไกลจากอุตสาหกรรมหนัก อาทิ ปิโตรเคมี ไกลจากสนามบิน รวมทั้งข้อกฎหมายที่ EEC สามารถรองรรับการลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ได้เป็นอย่างดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน