เอสซีจี ไตรมาส 3/2568 ขาดทุนสำหรับงวด 669 ล้านบาท แต่ยังรักษากระแสเงินสดได้แข็งแกร่ง 14,191 ล้านบาท มองมรสุมเศรษฐกิจโลกและไทยยืดเยื้อจนถึงปี 2569
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือเอสซีจี (SCG) เปิดเผยว่าผลประกอบการไตรมาส 3/2568 เอสซีจีมีกำไร 774 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือจากธุรกิจเคมิคอลส์ 1,348 ล้านบาท และรายการปรับโครงสร้างธุรกิจ ดังนั้นหากรวม 2 รายการดังกล่าว บริษทจะขาดทุนสำหรับงวด 669 ล้านบาท แต่ยังมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง 14,191 ล้านบาท
โดยบริษัทมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 121,793 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 2% จากปัจจัยฤดูกาลของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้าง และรายได้จากการขายที่ลดลงของเอสซีจีพี ประกอบกับเศรษฐกิจโลกและไทยได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้า ภาษีนำเข้าสหรัฐ และความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่แข็งค่า 5% สูงสุดในรอบ 4 ปี กระทบการส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะโตเพียง 2% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน และปี 2569 อาจจะชะลอเหลือ 1.6%
“เอสซีจีประเมินว่ามรสุมเศรษฐกิจรอบนี้ จะยืดเยื้อและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ เป็นปัจจัยท้าทายต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1/2569 บริษัทจึงเร่งปรับตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งรักษาวินัยทางการเงิน ลดต้นทุน รวมศูนย์การผลิตเพื่อลดความซ้ำซ้อน ปรับโครงสร้างธุรกิจ พัฒนาสินค้าหรือบริการที่มีนวัตกรรมมูลค่าสูง (Smart Value-HVA) ตอบโจทย์ตลาดทุกระดับ และขยายตลาดใหม่ ทำให้มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง”
สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.2568) เอสซีจีมีกำไร 17,767 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 159% มีกระแสเงินสด 44,511 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 370,870 ล้านบาท ลดลง 3%
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจโลกยังเปราะบางและคาดการณ์ยาก แต่เอสซีจียังเชื่อมั่นว่า 4 กลยุทธ์สำคัญในการปรับตัวอย่างทันท่วงทีในช่วงที่ผ่านมาคือ ภูมิคุ้มกันที่ถูกทาง สามารถเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ และรับมือเศรษฐกิจโลกที่ยืดเยื้อได้ โดย 1.การรักษาวินัยทางการเงิน 2.การรวมศูนย์การผลิตเพื่อลดความซ้ำซ้อน 3.พร้อมรุกตลาดเวียดนามและฐานการผลิตใหม่เพื่อส่งออกตลาดโลก และ 4.ขยายพอร์ตสินค้า บริการที่คุ้มค่ามีมูลค่าสูง