นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้นำเข้าและส่งออกทองคำแท่งรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในเดือนพ.ย.นี้ ช่วงแรกอาจจะมีความผันผวนเนื่องจากนักลงทุนจับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ แต่ไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ยังต้องใช้เวลา ดังนั้นนักลงทุนจึงยังให้น้ำหนักกับทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ประกอบกับขณะนี้หลายประเทศในยุโรปเริ่มมีล็อกดาวน์รอบ 2 เพื่อควบคุมการระบาดของโควิด ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจึงยังอยู่ในระดับที่นักลงทุนต้องจับตา

สำหรับราคาทองคำที่ปรับลดลงมาในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนบางส่วนขายทองคำออกมา เพื่อรอดูทิศทางของการเลือกตั้งและการส่งมอบตำแหน่งหลังเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างราบรื่นหรือไม่ จึงทำให้ราคาทองคำเข้าใกล้แนวรับที่ให้ไว้ 1,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 27,200 บาทต่อบาททองคำ และหากหลุดแนวรับดังกล่าวจะลงไปทดสอบ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 26,500-26,600 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่าราคาทองคำเข้าใกล้แนวรับมากแล้ว ดังนั้นโอกาสปรับลดลงจึงมีอีกไม่มาก ดังนั้นประเมินว่าราคาทองคำในระยะกลางและระยะยาวยังคงเป็นขาขึ้น โดยมีโอกาสไปทดสอบแนวต้าน 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 2,075 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ดังนั้น หากราคาทองปรับลดลงมาที่แนวรับสามารถใช้เป็นจังหวะในการเข้าซื้อสะสมได้ โดยนักลงทุนอาจกระจายความเสี่ยงในการเข้าซื้อด้วยการแบ่งเงินทุนออกเป็น 3 ส่วน แล้วทยอยซื้อทีละส่วน ซึ่งสัดส่วนการลงทุนทองคำที่ดีนั้นควรอยู่ที่ 5-10% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง

“ระหว่างมีการนับคะแนนผลการเลือกตั้ง นักลงทุนสามารถจับจังหวะเล่นรอบทำกำไรในการลงทุนระยะสั้นได้ เนื่องจากราคาทองคำอาจจะผันผวนระหว่างวัน แกว่งตัวขึ้นลงได้ถึง 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่มองว่าจะเป็นการแกว่งตัวแรงๆ แค่ในระยะสั้นเท่านั้น เพราะทิศทาง 1-2 ปี ราคาทองคำยังเป็นขาขึ้น จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวในเวลารวดเร็ว อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับในสัปดาห์นี้ ธนาคารกลางสหรัฐจะมีการประชุมและคาดการณ์ว่าจะคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำไว้เช่นเดิม ซึ่งก็จะส่งผลบวกต่อตลาดทองคำ โดยนักลงทุนที่สนใจลงทุนในทองคำสามารถดูรายละเอียดได้ทาง www.ylgbullion.co.th


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน