นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2564 วางเป้าหมายการเติบโตของยอดสินเชื่อในระดับ 3-5% และมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ 3.1-3.3% การเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา และอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2.7% จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.9% โดยถือเป็นระดับที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับในระบบธนาคาร โดยการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้ ส่วนใหญ่จะมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่จะมีการเติบโตมากที่สุด 5-6% เนื่องจากธนาคารมองว่ากลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีความต้องการใช้สินเชื่อที่มาก เพื่อเตรียมความพร้อมในการลงทุนรองรับการกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคตหลังจากที่โควิด-19 ผ่านพ้นไปแล้ว อีกทั้งในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวก็เป็นโอกาสที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมเดินหน้าเข้าลงทุนหรือซื้อกิจการต่างๆ มาเสริมหรือต่อยอดกิจการที่มีอยู่ และกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำ

ส่วนสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเติบโตเท่ากันที่ 3-4% แม้ว่าโดยปกติธนาคารจะมีความเชี่ยวชาญและเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อรายย่อย แต่เนื่องจากปัจจัยโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ และมีผลต่อกำลังซื้อของประชาชน ทำให้ธนาคารไม่เร่งการเติบโตสินเชื่อรายย่อยเหมือนที่ผ่านมา รวมถึงสินเชื่อเอสเอ็มอีที่มีความอ่อนไหวอยู่มากจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้สินเชื่อทั้ง 2 กลุ่ม ธนาคารจะระมัดระวัง เพื่อลดความเสี่ยงต่อผลกระทบของคุณภาพหนี้

อย่างไรก็ดี ในปี 2563 กรุงศรีได้ดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือและลดภาระทางการเงินของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ขณะเดียวกันก็ยังทำผลประกอบการได้เป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถบรรลุเป้าหมายแผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่ 2 ครอบคลุมปี 2561-2563 ด้วยคุณภาพของสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง การเร่งขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอย่างรวดเร็ว

แต่จากวิกฤตโควิด-19 และผลกระทบที่ยืดเยื้อ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสภาวะตลาดและภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก กรุงศรีจึงกำหนดแผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่ซึ่งครอบคลุมปี 2564-2566 ด้วยจุดมุ่งหมายสู่การเป็นสถาบันการเงินไทยที่เชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน โดยปัจจุบันในส่วนของธนาคารลงทุนในประเทศกัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว และเมียนมา ซึ่งเกือบครอบคลุมทั่วทั้งอาเซียนแล้ว โดยธนาคารยังมองโอกาสเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามเพิ่มเติมด้วย แม้ MUFG ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารจะเข้าไปลงทุนอยู่แล้ว เนื่องจากมองว่าเวียดนามเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจ จากแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนเติบโตขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน