นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือเอสเอ็มดี เปิดเผยว่า ภายในกลางปี 2564 นี้ คาดว่าเอสเอ็มดี จะสามารถเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ได้โดยจำนวนไม่เกิน 54 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25.23% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท และพร้อมเข้าซื้อขายในตลาดหลักรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ภายในกลางปีนี้เช่นกัน โดยวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้เพื่อใช้ดำเนินโครงการศูนย์ตรวจการนอนหลับ ลงทุนในเครื่องมือแพทย์ให้เช่า ส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนดำเนินกิจการ และชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน
สำหรับจุดเด่นของเอสเอ็มดี อยู่ในธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ประกอบกับมีประสบการณ์ในธุรกิจมากว่า 20 ปี ทำให้มีข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน อีกทั้งยังสอดรับแผนลงทุนกลุ่มโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในปัจจุบันเพื่อเพิ่มความสามารถการให้บริการทางการแพทย์รองรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในปี 2564-2565 คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 6.5% ต่อปี ประกอบกับการใช้จ่ายภาครัฐด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการทางการแพทย์รองรับนโยบายผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือเมดิคัลฮับ รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์หรือเชิงสุขภาพ หรือเมดิคัล ทัวริสซึ่ม ทำให้เอสเอ็มดีมีโอกาสการเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ ยังส่งผลเชิงบวกโดยตลาดมีความต้องการซื้อหรือเช่าเครื่องมือแพทย์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของโรงพยาบาลภาครัฐ อีกทั้งตลาดเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยยังถือเป็นตลาดที่มีการแข่งขันน้อยราย โดยมีเพียง 4 บริษัทที่ถือครองส่วนแบ่งตลาด ซึ่งเอสเอ็มดีเป็นหนึ่งในนั้น
ด้านนายวิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสเอ็มดี กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือชีวิตและเครื่องมือในห้อง ฉุกเฉิน และไอซียูส่วนอีกกลุ่มธุรกิจเป็นการให้บริการเช่า และซ่อมบำรุงเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงบริการตรวจการนอนหลับ เพื่อสร้างความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว
ด้านนายกำพล ชัยสุภัคสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าฝ่ายบัญชีและการเงิน เอสเอ็มดี กล่าวถึงผลการดำเนินงานปี 2563 ว่า มีรายได้ 660.94 ล้านบาท และรายได้ย้อนหลัง 3 ปี เติบโตเฉลี่ยปีละ 14.29% โดย 40.20% เป็นรายได้จากกลุ่มสินค้าเวชบำบัดวิกฤต ซึ่งโรงพยาบาลรัฐเป็นฐานลูกค้า 71.07% ขณะที่กำไรสุทธิปีตั้งแต่ปี 2561-2563 อยู่ที่ 30.52 ล้านบาท 60.44 ล้านบาท และ 77.75 ล้านบาท ตามลำดับ หรือมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 41-42% ขณะที่ปัจจุบันมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทันที่ 1.8 เท่า สูงกว่าภาวะปกติที่อยู่ในระดับ 1 เท่า เนื่องจากสถานการณ์โควิดทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนและคาดว่าหลังระดมทุนระดับหนี้จะกลับสู่ปกติ
นอกจากนี้ ในปี 2564 บริษัทมีแผนลงทุน 100-150 ล้านบาท ส่วนหนึ่งใช้ลงทุนโครงการศูนย์ตรวจการนอนหลับ โดยศูนย์ตรวจการนอนหลับ ขนาด 4 เตียง ใช้งบลงทุน 25 ล้านบาท/เตียง และวางเป้าหมายในระยะ 5 ปี (2564-2568) มีแผนเพิ่มศูนย์ตรวจการนอนหลับปีละ 8 เตียง พร้อมวางเป้าหมายรายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 10-15% ต่อปี