นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน หรือเฟดโก้ ประจำเดือนเม.ย. พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 124.37 ปรับตัวลดลง 14.6% จากเดือนก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงต่อเนื่อง ทั้งนี้ นักลงทุนคาดหวังแผนการกระจายวัคซีนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์โควิด-19 เป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และสถานการณ์เศรษฐกิจจีน สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในไทย รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือน ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นกลงทุนเกือบทุกกลุ่มอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง ยกเว้นนักลงทุนสถาบันในประเทศที่อยู่ในเกณฑ์ทรงตัว
สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น ขณะที่ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ แผนการกระจายวัคซีนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์โควิด-19 ส่วนปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่
ทั้งนี้ ในช่วงเดือนเม.ย ดีชนีตลาดหุ้นไทยผันผวนอยู่ระหว่าง 1,541.12-1,596.27 โดยได้รับแรงกดดันจากการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ที่เพิ่มสูงเกินกว่า 1,000 รายต่อวัน อีกทั้งได้รับผลกระทบจากตลาดหุ้นอเมริกาที่ปรับลงอย่างหนัก จากการประกาศข้อเสนอเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนเพิ่มเกือบเท่าตัว แต่ขณะเดียวกันตลาดยังได้รับปัจจัยบวก หลังจากรัฐบาลไทยประกาศแผนการจัดหาวัคซีนทางเลือกเพิ่มขึ้น และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท รวมถึงมูลค่าการส่งออกของไทยเดือนมี.ค. 2564 ขยายตัว 8.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ความชัดเจนของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและแผนการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนหลังจากไตรมาส 1/2564 ขยายตัวมากถึง 18.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว การระบาดระลอกใหม่ที่มีการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 ในอินเดีย และการประกาศล็อกดาวน์อีกครั้งในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน ซี่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก
ส่วนปัจจัยในประเทศได้มีการปรับลดการเป้าหมายการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือจีดีพีลงเหลือ 1.5-2.5% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ 2.7% ภายหลังที่ประเทศไทยเผชิญการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยหากไม่มีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐออกมาคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 1.5%
แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าภาครัฐยังคงมีวงเงินที่เหลือสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้อีกราว 2 แสนล้านบาท คาดว่าจะมาช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ถึง 2.5%
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยมองว่ายังคงเป็นขาขึ้นอยู่ แม้ว่าจะมีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่ยังคงมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ และปี 2565 ที่จะเป็นปีที่อัตราส่วนกำไรต่อหุ้น บริษัทจดทะเบียนไทยสามารถเติบโตได้ถึง 20% หลังจากที่สามารถเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาได้เต็มที่ โดยยังคงต้องติดตามการจัดหาวัคซีนไวรัส โควิด-19 ว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย 100 ล้านโดสหรือไม่ และอยากที่จะให้ภาครัฐบาลมีแผนสำรอง ในการจัดหาวัคซีนเข้ามาเพิ่มเติมด้วย