ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ดัชนีหุ้นไทย ปิดที่ 1,548.13 จุด ลดลง -23.72 จุด หรือ -1.51% โดยดัชนีอยู่ในแดนลบตลอดการซื้อขาย ยิ่งกว่านั้น ในช่วงครึ่งชั่วโมงก่อนที่ปิดการซื้อขายของวัน ดัชนีปรับลดลงไปลึกถึง 70 จุด สู่จุดต่ำสุดของวันที่ระดับ 1,501.02 จุด ก่อนที่จะดีดกลับมาและทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงเพียง 23.72 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 143,714 ล้านบาท โดยนักลงทุนในประเทศเป็นผู้ซื้อสุทธิหุ้นไทยที่ 4,542.11 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศ นักลงทุนสถาบัน และ บัญชีหลักทรัพย์ เป็นฝ่ายขายสุทธิหุ้นไทย 2,458 ล้านบาท 286 ล้านบาท และ 1,797 ล้านบาท ตามลำดับ

นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บรรยากาศตลาดที่เป็นลบ เพราะแรงกดดันจากปัจจัยในตลาดต่างประเทศ หลังนักลงทุนกังวลภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย รวมถึงระยะสั้นยังเห็นสัญญาณการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศยังมีกระแสข่าวลือ ทำให้บรรยากาศค่อนข้างเปราะบางและ มีผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงได้รวดเร็ว

ทั้งนี้ ประเมินแนวรับรอบนี้ไว้ที่ระดับ 1,520 จุด ระยะสั้นเชื่อว่าอาจมีความผันผวนของหลายปัจจัย จึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นถือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เพราะแม้จะปรับตัวลดลงไปแรง แต่ก็สามารถฟื้นกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนที่ปรับตัวลงได้ โดยเฉพาะกลุ่มประกันภัยที่มองว่าราคาหุ้นยังแข็งแกร่ง และคาดว่าจะได้ผลดีหากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่นายธีระศักดิ์ ธนวรากุล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทปรับตัวลดลงแรงเนื่องจากความกังวลอัตราเงินเฟ้อสหรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด กดดันบรรยากาศตลาดหุ้นทั่วโลก

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับปัจจัยกด จากหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 หรือ แคช บาลานซ์ ซึ่งมีผลตั้งแต่ 13 พ.ค.-2 มิ.ย.นี้ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงแรง กดดันดัชนีเพิ่มเติมให้หลุดระดับ 1,560 จุด ซึ่งเป็นระดับค่าเฉลี่ย 50 วัน เป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน จึงมีความเสี่ยงปรับตัวลดลงต่อไปทดสอบแนวรับ 1,500 จุด

“มองว่าตลาดหุ้นไทยยังสามารถยืนเหนือแนวรับจิตวิทยาที่ 1,500 จุด ได้ ซึ่งหากดัชนีฯ หลุดแนวรับดังกล่าว จะต้องมีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าว” นายธีระศักดิ์ กล่าว

พร้อมให้แนวต้านที่ 1,550-1,560 จุด โดยแนะนำลงทุนหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้อ ได้แก่ สินค้าเกษตร ซึ่งราคามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ CPF , TU ,TVO

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน