น.ส.สภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือนก.ค. 2564 มีผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้ความร่วมมือกับ สศค. เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากระบาดของโควิด-19 ให้กับลูกหนี้

ได้แก่ การลดค่างวด การขยายระยะเวลาการชำระหนี้ การเปลี่ยนประเภทหนี้จากระยะสั้นเป็นระยะยาว การพักชำระค่างวด การพักชำระเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน และการพักชำระเงินต้นและลดอัตราดอกเบี้ยจำนวนทั้งสิ้น 358 ราย ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ 12,021 บัญชี โดยจังหวัดที่ผู้ประกอบธุรกิจให้ความช่วยเหลือลูกหนี้สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา กรุงเทพมหานคร และขอนแก่น

นอกจากนี้ สศค. ได้ออกประกาศ สศค. เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (ฉบับที่ 3) ปรับลดค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้สำหรับการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ที่ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเรียกเก็บได้จาก 80 บาท/เดือน/ราย ลงเหลือ 50 บาท/เดือน/ราย โดยค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้อัตราใหม่ดังกล่าวกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. 2564 เป็นต้นไป

สำหรับภาพรวมการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ณ สิ้นเดือนส.ค. 2564 มีจำนวนผู้ที่ได้รับอนุญาตจากคลังให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และเปิดดำเนินการแล้วสะสมสุทธิ 1,004 ราย ใน 75 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 586 ราย รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 169 ราย, ภาคเหนือ 131 ราย, ภาคตะวันออก 66 ราย และภาคใต้ 52 ราย

โดยตั้งแต่ ธ.ค. 2559 ที่เปิดให้มีการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์จนถึงสิ้น ก.ค. 2564 มีการอนุมัติสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้กับประชาชนรายย่อยไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 952,123 บัญชี รวมเป็นวงเงิน 14,676.98 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 15,415 บาทต่อบัญชี

โดยสินเชื่อประเภทพิโกไฟแนนซ์ ณ สิ้นเดือนส.ค. 2564 มีจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสะสมสุทธิ 889 ราย ใน 74 จังหวัดและมีจำนวนผู้เปิดดำเนินการแล้ว 860 รายใน 74 จังหวัดโดยจังหวัดที่มีผู้เปิดดำเนินการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา กรุงเทพมหานคร และขอนแก่น

ขณะที่สินเชื่อประเภทพิโกพลัส ณ สิ้นเดือนส.ค. 2564 มีจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสะสมสุทธิทั้งสิ้น 160 รายใน 50 จังหวัด เพิ่มขึ้น 1 จังหวัด ได้แก่ นครนายก และมีจำนวนผู้เปิดดำเนินการแล้ว 144 ราย ใน 45 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีผู้เปิดดำเนินการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี และกรุงเทพมหานคร

โดยภาพรวมสถานะสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือนส.ค. 2564 มียอดสินเชื่อคงค้างจำนวนทั้งสิ้น 228,163 บัญชี วงเงิน 4,495.84 ล้านบาท โดยมีสินเชื่อค้างชำระ 1 – 3 เดือน สะสมรวมทั้งสิ้น 29,547 บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงินสะสมรวม 666.15 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 14.82% ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม และมีสินเชื่อค้างชำระที่เกินกว่า 3 เดือน (NPL) สะสมรวมจำนวน 35,129บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงินสะสมรวม 815.64 ล้านบาท หรือคิดเป็น 18.14% ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม

อย่างไรก็ดี ในส่วนของการดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมายซึ่งนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2559 จนถึงสิ้นเดือนส.ค. 2564 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบที่กระทำผิดกฎหมายจำนวนสะสม 9,997ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ค. 2564 จำนวน 224 ราย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน