นางอาภัสรา ภาณุพัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ “SVT” ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine-VM) ภายใต้แบรนด์ SUN Vending เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2564 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทฯ ที่จะนำหุ้นเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“SET”) เป็นวันแรก โดยเข้าซื้อขายในกลุ่ม Commerce

ซึ่งมองว่าธุรกิจค้าปลีกขายสินค้าผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติในประเทศไทยยังมีโอกาสในการเติบโตที่ดีในอนาคต เนื่องจากกระแสของการสังคมไร้เงินสด เข้ามาตอบโจทย์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ประกอบกับ บริษัทฯ ยังมีความได้เปรียบผู้ประกอบการรายอื่นๆ เนื่องจากการมีโรงงาน Refurbishment ที่มีศักยภาพ และทีมวิจัยที่พัฒนารูปแบบเครื่อง VM ที่หลากหลาย สามารถรองรับการให้บริการสินค้าและการชำระเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

สำหรับเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำไปใช้ เพื่อการลงทุนในโครงการขยายธุรกิจให้เติบโตและมั่นคง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (เวนดิ้ง แมชชีน : Vending Machine) ภายใต้เครื่องหมายการค้า “SUNVENDING” รวมถึง บริษัทฯ ยังมีแผนการปรับปรุง VM ให้เป็นแบบ Smart มากขึ้น โดยคาดว่าจะช่วยตอบสนอง Lifestyle ผู้บริโภคได้ดี และนำสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะเป็นส่วนเติมเต็มจุดแข็งให้บริษัทฯ เติบโตอย่างยั่งยืน

น.ส.ภัทรวดี โชติธรรมนาวี รองผู้อํานวยการ สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท ซันเวนดิ้ง เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2565 เติบโตไม่น้อยกว่า 25% จากรายได้ปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ที่ 2 พันล้านบาท ภายใต้แผนการขยายตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเพิ่ม ขยายสาขา รวมถึงโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบแฟรนไชส์ ตลอดจนการเพิ่มรายได้จากพื้นที่โฆษณาต่างๆ ส่วนอัตรากำไรสุทธิจะอยู่ที่ระดับ 5%

“ภาพรวมไตรมาส 4 นี้ เริ่มมียอดขายกลับคืนมาภายหลังจากภาครัฐคลายล็อกดาวน์ ทำให้คาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตในอัตราตัวเลข 2 หลัก หรือราว 2 พันล้านบาทได้”

สำหรับแผนการดำเนินงานจากนี้ นอกจากการขยายศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเติมอีก 3 สาขา ในภาคเหนือที่ จ.ลำพูน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.อุดรธานี และภาคใต้ ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมทั้งแผนการขยายไปยังธุรกิจแฟรนไชส์เพื่อขยายการให้บริการขายสินค้าผ่านตู้ครอบคลุมทั่วประเทศภายใต้เป้าหมายที่จะติดตั้งเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่รองรับเงินสดให้ครบ 20,000 เครื่อง และเครื่องที่รองรับการชำระผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ 15,000 เครื่อง (ตู้ smart) ให้ครบภายในปี 2566

ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยหนุนจากเงินที่บริษัทได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) เพื่อใช้ในการขยายการลงทุนดังกล่าว นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายการทำตลาดไปยังต่างประเทศในกลุ่ม CLMV หรือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และโดยเฉพาะเวียดนามจะไปเป็นประเทศแรก ในลักษณะการร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะได้เห็นภายใน 2 ปีจากนี้ เนื่องจากมองว่าภาคอุตสาหกรรมในเวียดนามยังเติบโตได้อีกมาก

ทางด้านนายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน กล่าวว่า SVT เป็นหุ้นค้าปลีกที่นำเทคโนโลยีมาต่อยอดสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคมากขึ้น

รวมถึงมีแผนพัฒนาตู้จำหน่ายสินค้าจากปัจจุบันที่ยังเป็นรูปแบบธรรมดา ให้เป็นรูปแบบสมาร์ทในสัดส่วน 75% จากปัจจุบันมีเพียง 10% ทำให้ SVT มีศักยภาพในการเติบโตต่อไปได้อีกมากอีกทั้งยังถือเป็นหุ้นรีเทลเทคโนโลยีรายแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วย

รวมถึงยังมีจุดเด่นด้านประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการมีโรงงานผลิตประกอบเป็นของตนเอง และมีเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ติดตั้งให้บริการมากกว่า 13,884 เครื่อง ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 26 จังหวัด ผ่านศูนย์กระจายสินค้าและดูแลรักษาเครื่อง VM รวม 11 สาขา ทำให้บริษัทมีสินค้าให้บริการถึง 700 รายการ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน