นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์โควิด-19 ในไทยช่วงเดือนม.ค. ไม่ได้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นมาก อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อค่อนข้างจำกัด และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากภาคการส่งออกที่ขยายตัว รวมถึงภาคบริการและการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากการกลับมาเปิดเมือง ในอนาคต ทำให้เห็น กระแสเงินลงทุนจากผู้ลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน
โดย ณ สิ้นเดือนม.ค. 2565 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดที่ 1,648.81 จุด ทรงตัวจากสิ้นเดือนก่อนหน้า แต่ปรับลดลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ โดยได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการกลับมาเปิดเมือง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ได้แก่ กลุ่มการเงิน กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มบริการ
ขณะที่ Historical P/E หรือราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 14.85 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค และต่ำกว่าในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 และต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี แสดงถึงระดับราคา ณ สิ้นเดือนม.ค. 2565 มีความน่าสนใจหากเทียบกับผลกำไรของบริษัทในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
โดยในเดือนม.ค. 2565 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 94,382 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 22.1% ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนก.พ. 2563 ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ลงทุนในประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดต่อเนื่อง โดยในเดือนม.ค. 2565 คิดเป็น 44.57% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 43.33% ขณะที่ผู้ลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิเป็นเดือนที่สอง 14,234 ล้านบาท
สำหรับบริษัทเข้าจดทะเบียนมี 2 บริษัท ที่เข้ามาซื้อขายใหม่ใน SET ได้แก่ บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันต่อคาดการณ์กำไรสุทธิ หรือ Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนม.ค. 2565 อยู่ที่ระดับ 17.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.4 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 14.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.7 เท่าส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทน อยู่ที่ระดับ 2.66% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.37%