นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า ไตรมาส 1/2565 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,501 ล้านบาท มีรายได้จากการขายสุทธิ 76,608 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 13% ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาขายเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีกำไรขั้นต้น จากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 4,105 ล้านบาท หรือ 7.08 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลง 39%
สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทั้งน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานและปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ประกอบกับต้นทุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินปรับตัวดีขึ้น และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) 9,891 ล้านบาท หรือ 17.05 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 42% ส่งผลให้บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 6,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113%
สำหรับแนวโน้มภาวะตลาดน้ำมันดิบไตรมาส 2/2565 คาดว่าปริมาณการใช้น้ำมันของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นจาก ไตรมาสที่ผ่านมา จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ที่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน จากการคาดการณ์ว่ามาตรการคว่ำบาตรรัสเซียจะยังคงยืดเยื้อและจะเริ่มส่งผลกระทบมากขึ้น
ในส่วนของปัจจัยที่กดดันราคาน้ำมันดิบ ได้แก่ การที่สหรัฐและพันธมิตรในองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency; IEA) มีความพยายามที่จะนำน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve; SPR) มาใช้งานประมาณ 1 ล้านบาร์เรล/วัน ตั้งแต่เดือนพ.ค.-ต.ค. 2565 รวมถึงคาดการณ์ว่าจะมีการส่งออกน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นจากอิหร่านในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ หากการยกเลิกการคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่าน เป็นผลสำเร็จในช่วงปลายไตรมาส 2
นอกจากนี้ การประกาศมาตรการล็อกดาวน์ของประเทศจีนในหลายพื้นที่ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมัน เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก แนวโน้มภาวะตลาดปิโตรเคมีในไตรมาส 2/2565 คาดว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะปรับตัวดีขึ้น กว่าไตรมาสที่ผ่านมา
“ต้องติดตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์สู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบและราคาวัตถุดิบที่อาจปรับเพิ่มมากขึ้นได้ รวมถึงความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม อุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามการปรับตัวในการดำเนินชีวิตแบบวิถีใหม่ (New normal) ประกอบกับความต้องการในภาคธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”