นางบุษกร ธีระปัญญาชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภายใต้แผนพัฒนาระบบการชำระเงินในระยะ 3 ปี (2565-2567) ธปท. จะมีการพัฒนาระบบการชำระเงินในภาคธุรกิจ หรือพร้อมบิส (PromptBiz) ซึ่งเป็นเสมือนการต่อยอดการให้บริการพร้อมเพย์จากภาคประชาชนมาสู่ภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ จะตอบโจทย์และแก้ปัญหา Pain point ให้แก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้การทำธุรกรรมทางการเงินของภาคธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และช่วยลดข้อจำกัดต่างๆ ในระบบชำระเงินระหว่างธนาคารด้วย ขณะเดียวกันสามารถเชื่อมโยงระบบการค้า การชำระเงิน และการชำระภาษีเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งการพัฒนาพร้อมบิสนี้ คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกในเดือนเม.ย. 2566

“ถ้าเรามองว่า พร้อมเพย์ เป็น Game Changer ของการให้บริการชำระเงินแก่ภาคประชาชนแล้ว พร้อมบิส ที่เรากำลังพัฒนาอยู่นี้ ก็เชื่อว่าจะเป็น Game Changer ของการชำระเงินในภาคธุรกิจ ระบบนี้จะสามารถ carry ข้อมูลอื่นๆ ได้นอกเหนือจากข้อมูลการชำระเงิน เช่น ข้อมูลการค้าต่างๆ การพัฒนาพร้อมบิสนี้ จะทำให้กระบวนการทางธุรกิจสามารถลดกระบวนการ manual ต่างๆ เช่น ลดการใช้เอกสารทางการค้า เอกสารการชำระเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรมให้เร็วขึ้น ทำให้การทำธุรกรรมของภาคธุรกิจมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว ลดความผิดพลาด ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ”นางบุษกร กล่าว

นอกจากนั้น ในแผนระยะ 3 ปีนี้ ธปท. จะขยายระบบบริการชำระเงินระหว่างประเทศแบบ Fast Payment เพิ่มเติม เช่น ในส่วนของการโอนเงินระหว่างประเทศ จะให้บริการเพิ่มเติมกับประเทศมาเลเซีย อินเดีย และอินโดนีเซีย จากปัจจุบันที่ได้ดำเนินการร่วมกับประเทศสิงคโปร์และได้รับผลตอบรับที่ดี ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการโอนเงินระหว่างประเทศ ทำได้ง่ายผ่าน Mobile Banking จากแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการระหว่างกัน มีค่าบริการที่ถูกลง และสามารถโอนเงินได้ทันทีไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานแบบเดิม

รวมถึงการชำระเงินระหว่างประเทศผ่าน QR Code ในการชำระค่าสินค้า และบริการต่างๆ ผ่านร้านค้าที่ร่วมให้บริการ โดยสามารถทราบอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นได้ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้จ่าย ซึ่งมีแผนที่จะขยายการดำเนินการเพิ่มเติมกับ 2 ประเทศ คือ ประเทศอินเดีย และฮ่องกง จากปัจจุบันที่ทำอยู่กับ 6 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น

“บริการเหล่านี้ จะช่วยให้การโอนเงินข้ามประเทศทำได้ง่าย สะดวก และต้นทุนถูกลง สนับสนุนธุรกรรมในกลุ่มอาเซียน ซึ่งช่วย support การค้าในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย อันเป็นเป้าหมายหลักของการตั้ง ASEAN Connectivity ขึ้น ธุรกรรมดังกล่าวในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจยังมีไม่มาก เนื่องจากเผชิญสถานการณ์โควิด-19 มีการปิดประเทศ ทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัว แต่เชื่อหลังจากเปิดประเทศแล้ว QR cross border payment จะกลับมา active รองรับนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้นในปีหน้า”นางบุษกร กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน