นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แผนกลยุทธ์ 3 ปี (2566-2568) ขยายการเติบโตไปพร้อมกัน ทั้งธุรกิจ อุตสาหกรรมตลาดทุน สังคม และประเทศ โดยมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกลางเชื่อมระบบนิเวศการลงทุนในตลาดทุนปัจจุบันกับการลงทุนในอนาคต เพื่อทำให้ตลาดทุนเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ประกอบการและผู้ลงทุน ตอบโจทย์ความต้องการที่ครอบคลุมตั้งแต่เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับภาคธุรกิจทุกขนาด และมุ่งการทำงานเชิงรุกเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่
รวมทั้งสนับสนุนการระดมทุนผ่านการออกโทเคนดิจิทัล และออกผลิตภัณฑ์ที่ใช้เงินลงทุนจำนวนน้อยไปจนถึงการออกผลิตภัณฑ์การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาความรู้ด้านการเงินของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มวันเกษียณและกลุ่มผู้มีรายได้น้อน รวมถึงยังมุ่งขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องทั้งภายในและภายนอกองค์กรผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อให้ตลาดทุนและเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตได้อย่างสมดุลและยั่งยืน
นายภากร กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทย มีการเติบโตทั้งในเชิงลึกและกว้างขึ้น โดยดูได้จากที่มีบริษัทเข้ามาเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) คิดเป็นมูลค่าสูงเทียบเท่าตลาดหลักทรัพย์ในระดับเอเชีย โดยปีละประมาณ 40-50 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการระดมทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ผลักดันให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทยเติบโตมากขึ้น สะท้อนว่าแม้ไทยมีประชากรเพียง 70 ล้านคน แต่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของไทยยังเติบโตได้อีกมาก
เนื่องจากส่วนใหญ่ออกไปลงทุนและเติบโตในต่างประเทศทั้งระดับภูมิภาคอาเซียนและในระดับโลก ทำให้ขนาดรายได้ของบจ.ไทยใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แม้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเมื่อเทียบกับรายรวมทั้งหมดในปัจจุบันยังอยู่ในระดับ 40% สะท้อนถึงบจ.ไทย มีความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก ขณะเดียวกันมูลค่าการซื้อขายหุ้นเฉลี่ยต่อวันก็มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยเช่นกัน
สำหรับปี 2565 มีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนใน SET และ mai จำนวน 40 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตแคป) ณ ราคาไอพีโอ อยู่ที่ 494,138.29 ล้านบาท สำหรับในปี 2566 คาดว่าจะมีบริษัทเข้าเสนอขายหุ้นไอพีโอ