หลังจากตลาดหุ้นไทยวันนี้ (14 มี.ค. 2566 ) ร่วงลงอย่างหนัก ปิดที่ 1,523.89 จุด ลดลง 49.18 จุด (-3.13%) โดยต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี นับตั้งแต่ 6 ส.ค. 2564 ซึ่งปิดที่ 1,521.72 มูลค่าการซื้อขาย 103,839 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 1 เดือน นับจาก 15 ก.พ. ที่ปิดวันที่ 114,246.35 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีปรับลดลงทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,518.66 จุด และสูงสุดที่ 1,572.36 จุด
โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงเทขายสุทธิที่ 4,727 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 2,442 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 2,601 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในประเทศ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 9,770 ล้านบาท
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้แถลงข่าวด่วน โดยชี้แจงว่า ตลาดหุ้นไทยปิดปรับตัวลดลงเกือบ 50 จุด หรือปรับตัวลดลง 3.13% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นเอเชีย และยุโรป ที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก 2-3% ขณะเดียวตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างราคาน้ำมันในตลาดสำคัญก็ปรับลดลงด้วย จึงมีผลทำให้หุ้นในกลุ่มพลังงานถูกกระทบอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มการเงิน การค้าและอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีการประเมินกันว่าเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้เร็ว อาจจะฟื้นตัวได้ช้าลงจากเหตุผลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ซึ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงินในตลาดลดลง
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจคือ จากเหตุการณ์กลุ่มธนาคารของสหรัฐปิดตัวลง จะเห็นว่าทางการสหรัฐ มีการออกนโยบายอย่างรวดเร็ว เข้มแข็ง และเด็ดขาดมาก โดยมีการประกันเงินฝาก เพื่อยืนยันได้ว่าลูกค้าที่ฝากเงินกับธนาคารที่มีปัญหาจะได้รับเงินคืนทุกคน ขณะที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งทางการได้เข้าซื้อธนาคารที่มีปัญหาทันที ดังนั้นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองการปรับตัวลดลงของดัชนีในครั้งนี้ ถือเป็นการโอเวอร์รีแอกของตลาด ดังนั้นอยากให้นักลงทุนติดตามข้อมูล และพิจารณาอย่างสมเหตุผลกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ขณะที่นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยดิ่งลงหนักถึง 50 จุด เป็นไปตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นเอเชีย จากความกังวลของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงเทขายสุทธิหุ้นไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร จากความกังวลกรณีธนาคารซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ (SVB) ในสหรัฐล้ม อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคการเงินในเอเชีย และส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐ เข้าสู่ภาวะถดถอย
อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในคืนนี้ หากออกมาสูงกว่าคาดอาจเป็นตัวเร่งให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในวันที่ 15 มี.ค. ดัชนีมีโอกาสปรับลงต่อหลังหลุดแนวรับสำคัญ 1,550 จุด ประกอบกับอารมณ์ หรือ Sentiment ของตลาดยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ยเฟด
ดังนั้น นักลงทุนคงต้องติดตามกันต่อในการประชุมเฟดวันที่ 22 มี.ค.นี้ อีกทั้งการวิเคราะห์ทางเทคนิค ยังไม่เห็นสัญญาณการซื้อด้วย โดยให้แนวรับไว้ที่ 1,517 จุด ซึ่งเคยเป็นจุดต่ำสุดของเดือนก.ค. 2565 และแนวรับถัดไปที่ 1,500 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,550 จุด