เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน แถลงกรณี บมจ.สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น (STARK)
นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า กรณีนี้ ก.ล.ต. มีการดำเนินการอย่างเต็มที่ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้การตรวจสอบมีความคืบหน้าไปมาก
สำหรับด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุน ก.ล.ต. ยินดีช่วยเหลือประสานงานอย่างเต็มที่ เพื่อหวังเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อภาพรวมตลาดทุน ขณะที่การดำเนินการตรวจสอบผู้สอบบัญชี และบริษัทผู้สอบบัญชี ทางก.ล.ต. ไม่สามารถตรวจสอบและเอาผิดกับบริษัทผู้สอบบัญชีได้ เพราะมีอำนาจตามกฎหมายในการให้ความเห็นผู้สอบบัญชีเท่านั้น ซึ่งยอมรับว่ามีช่องโหว่ และกำลังอยู่ระหว่างแก้กฎหมาย
ส่วนการตรวจสอบผู้สอบบัญชี สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติมหากพบพบว่ามีส่วนรู้เห็นการกระทำความผิดก็จะมีโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดทุจริตรายอื่นที่มีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะมีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องรายใด ขณะที่กรณีหุ้นกู้ STARK จะเข้าไปตรวจสอบด้วยว่าหุ้นกู้ที่ระบุเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น แต่กลับมีการเสนอขายให้กับนักลงทุนรายย่อยด้วย
ขณะที่นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวสรุปมูลค่าความเสียหายที่พบในงบการเงินของ STARK รวมกว่า 2.15 หมื่นล้านบาท นอกเหนือจากการผิดนัดการชำระหนี้หุ้นกู้อีกกว่า 9.1 พันล้านบาท ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้ลงทุนในตลาดทุน หลังจากที่ STARK รายงานข้อมูลทางงบการเงินปี 2565 เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2566 พบว่ามีการปรับปรุงข้อมูลทางบัญชี ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทำให้ STARK เกิดความเสียหายทางบัญชีมูลค่ารวมกว่า 2.15 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 5 เรื่อง ได้แก่
1.การสั่งซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าของ STARK และการสั่งสินค้าจากซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. 2565 มีการปรับตัวเลขถึง 1.04 หมื่นล้านบาท
2.การรับรู้รายได้จากการขายและลูกหนี้การค้าสูงเกินความจริงตั้งแต่ก่อนปี 2564-2565 รวมมูลค่า 7.76 พันล้านบาท
3.การจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการขายที่ไม่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ก่อนปี 2564-2565 รวม 670 ล้านบาท
4.การตั้งค่าเผื่อลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้องในปี 2564-2565 รวม 794 ล้านบาท
และ 5.การขาดทุนจากสินค้าคงเหลือหายในปี 2565 ที่ 1.79 พันล้านบาท
สำหรับแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์สำหรับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน SET และ mai และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพยฯ มีมติเห็นชอบแนวทางยกระดับการกำกับดูแล บจ. ให้เข้มข้นมากขึ้นเพื่อเพิ่มคุณภาพบริษัทและการดูแลนักลงทุน และแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์สำหรับ บจ.ใน SET และ mai ตั้งแต่การรับ บจ. ที่มีความเข้มแข็งด้านฐานะการเงินและผลการดำเนินงานมากขึ้น
ทางด้านนายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า หุ้นกู้ของ STARK มีจำนวน 5 รุ่นที่เป็น Call Default หรือถูกเรียกให้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยคงค้างโดยพลัน รวมเป็นมูลค่า 9.1 พันล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นกู้ของ STARK ทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนสถาบัน รวม 4,528 ราย
ด้านน.ส.สิริพร สงบธรรม เลขาธิการสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย กล่าวว่า จากที่สมาคมได้เปิดให้ผู้ลงทุนหุ้น STARK ลงทะเบียนเพื่อดำเนินคดีแบบกลุ่ม ตั้งแต่ 19-25 มิ.ย. 2566 มีจำนวนผู้ลงทะเบียน 1,759 ราย รวมมูลค่าความเสียหาย 4,063 ล้านบาท โดยหลังจากนี้สมาคมจะนำข้อมูลของผู้เสียหายมาตรวจสอบเบื้องต้น และให้ความรู้ในการฟ้องคดีแบบกลุ่ม โดยจะเป็นคนกลางเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน