นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 2566 คาดว่าจะทรงๆ หรือบวกเล็กน้อย เนื่องจากยังมีความไม่ชัดเจนหลายอย่าง แต่อย่างไรก็ดี มีเพียงที่ชัดเจนแล้วคือ ปัจจัยอัตราดอกเบี้ยที่ขณะนี้อยู่ในระดับสูง และโอกาสที่จะขึ้นต่อมีน้อยแล้ว ดังนั้นคงกระทบกับการเข้าออกของเงินลงทุนในตล่ดหุ้นไทยน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ซึ่งสภาพคล่องคงไม่ลดลงไปมากกว่าปัจจุบันแล้ว หากแต่ว่าหลายปัญหาต่างๆ ที่ยังไม่จบ ทั้งความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซีย-ยูเครน และการท่องเที่ยว ซึ่งยังไม่ชัดเจนแต่ก็ไม่รุนแรงมากไปกว่าเดิม และน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยซึ่งขึ้นปับราคาน้ำมัน นักท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ
ในส่วนของบริษัทที่เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย แม้ไม่มากเท่าปีก่อนๆ แต่หากดูจากจำนวนบริษัทและปริมาณการระดมทุนยังสูง เพราะดูจากบริษัทที่เข้ามายื่นขอจดทะเบียนยังมีจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกของประเทศ ในขณะที่การส่งออกปีนี้การฟื้นตัวยังไม่ดี จากการที่เศรษฐกิจทั่วโลกไม่มีการเติบโตไปตามที่คาดหวัง
ในส่วนของการเมืองกับเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลนั้น จะเห็นว่าทุกความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐาบาลเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนแน่นอน เพราะจะทำให้นักลงทุนเห็นความชัดเจนของนโยบายต่างๆ
ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์ เดือนมิ.ย. 2566 ว่า SET Index ปิดที่ 1,503.10 จุดปรับตัวลดลง 2% จากเดือนก่อนหน้า เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นในอาเซียน โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ Mai อยู่ที่ 47,893 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 33.2% โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ในช่วง 6 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 58,670 ล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 5 และในเดือนมิ.ย. ต่างชาติขายสุทธิอยู่ที่ 8,617 ล้านบาท
สำหรับบรยากาศการลงทุนทั่วโลกในขณะนี้ เริ่มเป็นในลักษณะ Risk on หรือเริ่มจะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เช่น คริปโต ซึ่งเดือนที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนการลงทุน 12% รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกก็ปรับเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้เริ่มเห็นแนวโน้มบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวก
ขณะที่ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ได้ปรับเพิ่มประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โดยล่าสุดอยู่ที่ 3.9% จากการที่นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกลับมา ซึ่งก่อนโควิด ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็น 1/3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนยังกลับมาไม่เต็มที่ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลจีน อาจออกมาตรการกระตุ้นในภาคการคลังขนาดใหญ่ เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อบริษัทจดทะเบียนไทย ที่ได้รับอานิสงส์จากที่มีการค้าขายกับประเทศจีน รวมถึงภาคการท่องเที่ยว