นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ มีผลกระทบมาจาก 2 ปัจจัย คือ ภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมือง โดยเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้จะไม่เร็ว และแรงอย่างที่คาดไว้ เนื่องจากภาคการท่องเที่ยว ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังเข้ามาไม่มากอย่างที่คาดการณ์ไว้ ในขณะที่ภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกถดถอย และความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย
“ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองต้องเอาใจช่วยว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ เพราะถ้าได้รัฐบาลแล้วจะได้เห็นนโยบายต่างๆ ได้ชัดเจน รวมทั้งการทำเรื่องงบประมาณต่างๆ จะได้ชัดเจนด้วย เพื่อจะได้เห็นภาพการพัฒนาเศรษฐกิจได้ชัดเจนมากขึ้น”
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนก.ค. 2566 ว่า สิ้นเดือนก.ค. 2566 ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปิดที่ 1,556.06 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 3.5% จากเดือนก่อนหน้า และปรับลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดี คือ กลุ่มเทคโนโลยี และ กลุ่มการเงิน
สำหรับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 46,000 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 25% โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 7 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 56,873 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 6 โดยในเดือนก.ค.ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 12,558 ล้านบาท ซึ่งผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15
“บรรยากาศการลงทุนของนักลงทุนกลับมา Risk on เนื่องจากปัจจัยจากต่างประเทศยังไม่มีอะไรน่ากังวล โดยหลายปัจจัยมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น ทั้ง เงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และการปรับดอกเบี้ย ซึ่งคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายในการประชุมรอบล่าสุดนี้ เศรษฐกิจสหรัฐ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยจะอยู่ในระดับสูงแต่มีแนวโน้มลดลง และอัตราว่างงานต่ำ ส่งผลบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง แต่ที่ต้องจับตามองคือเศรษฐกิจจีน ไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่คาดไว้ ต้องหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม”
ในขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) รายงานว่าภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 ในอัตราที่มั่นคงอย่างต่อเนื่อง และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเพิ่มเป็น 3.5% จากที่เคยประมาณการไว้ที่ 3.3% และหากสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยชัดเจนขึ้นจะเป็นปัจจัยให้ตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นด้วย