นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยหลังการจัดตั้งรัฐบาลและมีการแถลงนโยบายที่ชัดเจน จะยิ่งทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยสำคัญคือ การผ่านงบประมาณให้เร็วที่สุด และเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณใหม่ได้เร็วที่สุด ประกอบกับปัญหาหลักที่กดดันเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ อยู่ที่หนี้ครัวเรือนไทยที่สูง
ซึ่งจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลล่าสุด มีความพยายามที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในช่วงที่รอผ่านงบประมาณ รวมถึงได้พยายามแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยผ่านมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกร เป็นการเร่งแก้ปัญหาในระยะสั้น หากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้รับการแก้ปัญหา ผลดีก็จะกลับมาที่ตลาดทุนไทย โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มจับจ่ายใช้สอย รวมถึงหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงหนี้เสีย ถ้าได้รับการดูแลก็จะมีความเสี่ยงน้อยลง ส่วนในระยะยาวคงต้องรอดูว่ารัฐบาลจะมีนโยบายจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างไร
นายศรพล กล่าวด้วยว่า แม้ว่าสภาพัฒน์ฯ รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2566 ขยายตัว 1.8% ชะลอลงจาก 2.6% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากการส่งออกที่หดตัว สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยในเดือนส.ค. 2566 หลังจากการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จเมื่อวันที่ 23 ส.ค. ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น 6 วันติดต่อกันอยู่ที่ 1,576.67 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค. โดยปรับลงไปจุดต่ำสุดที่ 1,466.93 จุด และหากพิจารณาจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น หรือ Forward PE ของดัชนีของตลาด ค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ผู้ลงทุนบุคคลและสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 7 เดือนต่อเนื่อง