เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปิดตลาดภาคเช้า ยืนอยู่ที่บริเวณ 1,404.59 จุด ลดลง 18.45 จุด หรือติดลบ 1.30% มีมูลค่าการซื้อขายรวม 27,388.79 ล้านบาท โดยลงไปทำจุดต่ำสุดที่บริเวณ 1,401.59 จุด ลดลงกว่า 21.45 จุด จากความกังวลสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อหลังเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่งและตลาดแรงงานตึงตัว ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งขึ้น
โดยเปิดตลาดช่วงบ่าย ดัชนีหลุด 1,400 จุด ไปอยู่ที่ 1,397.96 จุด และปิดตลาดหลุดแนวรับ 1,400 จุด ทำสถิติต่ำสุดใหม่สำหรับปีนี้ โดยปิดที่ระดับ 1,399.35 จุด ลดลง -23.69 จุด หรือ ลบ-1.66% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 52,997.72 ล้านบาท
นายณรงค์เดช จันทรไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบเชิงลบจากต่างประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง เนื่องจากมองว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส น่าจะไม่จบโดยเร็ว โดยมีการล้มโต๊ะเจรจาหาทางออกสงคราม และอิสราเอลส่งกำลังบุกฉนวนกาซาต่อเนื่อง ประกอบกับนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้อีก 1 ครั้ง อาจจะเป็น พ.ย. หรือ ธ.ค. ทำให้ตลาดกังวลการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปีพุ่งราว 5% เป็นแรงกดดัน ทำให้ภาพตลาดหุ้นระยะสั้นปรับตัวลง
อย่างไรก็ดี มีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะเกิดเทคนิเคิลรีบาวด์ หลังจากปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2563