นายศรพล ตุลยเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มคนไทยประกอบอาชีพอิสระ (ฟรีแลนซ์) และ มีรายได้หลายทาง (มัลติ จ็อบเบอร์) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2566 พบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 52.19% หรือราว 20.45 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด 39.22 ล้านคน และในจำนวนผู้ที่ทำอาชีพอิสระ พบว่า 58.8% อยู่ในช่วงอายุ 21-30 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 31-40 ปี มีสัดส่วน 29.3% ซึ่งข้อดีคือกลุ่มนี้ยังมีเวลาออมเพื่อวัยเกษียณ เนื่องจากยังมีเวลาทำงานอีกมากกว่า 20 ปี
อย่างไรก็ดี แนวโน้มอาชีพอิสระเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านการเงิน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของรายได้และข้อจำกัดของสวัสดิการ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นความสำคัญในการเร่งส่งเสริมความรู้ทางการเงินซึ่งเป็นทักษะที่จะสร้างความมั่นคงในชีวิตแก่ทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรเปิดตัวแคมเปญ “Happy Money, Happy Jobbers ชีวิตอิสระ งานโปรเงินปัง” โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนาเนื้อหาและเครื่องมือที่เน้นให้สามารถบริหารจัดการเงินของตัวเองได้อย่างเหมาะสม ให้กลุ่มอาชีพฟรีแลนซ์และมัลติ จ็อบเบอร์ ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงิน
โดยแคมเปญดังกล่าวมีกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมด 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย การเรียนรู้การวางแผนการเงินด้วยตนเอง ผ่านระบบ SET e-Learning ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมี 2 หลักสูตร ได้แก่หลักสูตรวางแผนการเงิน และหลักสูตรวางแผนภาษี โดยมีความยาว 1 ชั่วโมงต่อหลักสูตร และเมื่ออบรม รวมทั้งสอบผ่านแล้วจะเข้าสู่การ Group Workshop กิจกรรม “Wealth Studio” ที่ตลาดหลักทรัพย์เพื่อขยายความรู้ ฝึกฝนการใช้เครื่องมือ และสิ่งที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Workshop ที่ได้รับคือการให้คำปรึกษาด้านการเงินเฉพาะตัว นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถต่อยอดหลักสูตรใน SET e-Learning ได้ต่อเนื่อง อาทิ วางแผนการเงิน การลงทุน และธุรกิจ โดยคาดว่าปีนี้จะมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมเรียนรู้ผ่าน SET e-Learning 3,000 คนและเข้า Workshop ที่ตลาดหลักทรัพย์ 200 คน โดยการ Workshop รุ่นที่ 1 จำนวน 50 คน จะเริ่มในวันที่ 6 ก.ค.นี้
น.ส.สุวิตา จรัญวงศ์ Co-Founder & CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด หนึ่งในพันธมิตรของแคมเปญ “Happy Money, Happy Jobbers” กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น โดยเฉพาะอาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ในไทยมากถึง 9 ล้านคน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีความแน่นอนของรายได้ อีกทั้งยังขาดเรื่องการเข้าถึงสวัสดิการสังคม ความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารเงิน วินัยการออม และการวางแผนภาษีต่างๆ โดยการเข้าร่วมแคมเปญกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ เพื่อร่วมขยายผลองค์ความรู้ในโครงการ “Happy Money, Happy Jobbers” ให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายร่วมกัน
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลพบว่าในปี 2564 คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถสร้างรายได้จาก Youtube ได้ถึงกว่า 9 แสนล้านบาท ขณะที่อังกฤษ สร้างเม็ดเงินได้กว่า 60,000 ล้านบาท สำหรับในปี 2566 พบว่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ในประเทศเยอรมัน และฝรั่งเศส สามารถสร้างเม็ดเงินผ่าน TikTok ได้สูงถึง 60,000 ล้านบาท ในขณะที่ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเสพข่าวจากช่องทางโซเชี่ยลมีเดียสูงสุดติด 1 ใน 3 ของโลก โดยมีการคาดการณ์ว่าเม็ดเงินจากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ปีละประมาณ 45,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโตต่อเนื่อง