ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ประจำวันที่ 10 มิ.ย. 2567 โดยปิดตลาดช่วงเช้าปรับลดลง 17.08 จุด หรือ 1.28% อยู่ที่ 1,315.66 จุด ทั้งนี้ ระหว่างการซื้อขายดัชนีปรับลงไปทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,313.26 จุด โดยเป็นการลดลงในรอบ 3 ปี 7 เดือน จากที่เคยต่ำสุดเมื่อ 10 พ.ย. 2563 ซึ่งดัชนีอยู่ที่ 1,313.04 จุด
โดยดัชนีปิดตลาดที่ 1,318.57 จุด -14.17 จุด (-1.06%) ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขาย 38,324.69 ล้านบาท
บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบ จากความไม่แน่นอนทางการเมืองของประเทศไทยกดดันดัชนี บวกกับการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในวันศุกร์ที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนกังวลว่า FED อาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนานกว่าคาดมีแรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. INTUCH มูลค่าการซื้อขาย 2,124 ล้านบาท +1.00, (+1.40%)
2. BANPU มูลค่าการซื้อขาย 1,693 ล้านบาท -0.31, (-6.02%)
3. ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,575 ล้านบาท -2.00, (-0.95%)
4. AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,341 ล้านบาท -1.00, (-1.62%)
5. BBL มูลค่าการซื้อขาย 911 ล้านบาท +2.00, (+1.50%)
ดัชนีอ่อนลงต่อเนื่องโดยสร้าง Lower Low ติดต่อกัน พร้อมค่าสัญญาณ MACD และ RSI ที่อ่อนตัว หากยังไม่สามารถสร้างฐานเหนือแนวรับ 1,330 จุด แนะนำให้ชะลอการลงทุน
คำแนะนำ ต้องสร้างฐานเหนือ 1,330 จุดค่อยกลับมาลงทุน
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกปี 2567 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 8.9 หมื่นล้านบาท, ค่าเงินบาทจากต้นปีอ่อนค่าลง 5.47%, ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลง 6.2% ท่ามกลางนักลงทุนรอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากรัฐ โดยเฉพาะการผ่านงบประมาณรัฐปี 2567 ที่ล่าช้ากว่าปกติ และการส่งออกโตน้อยกว่าคาด แม้กำไร บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(บจ.) ไตรมาสแรกจะโต 1.7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
สำหรับมุมมองตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งหลังของปีนี้ก็ยังไม่สดใส เนื่องจากนักลงทุนขาดความมั่นใจ ในการลงทุน จากหลากหลายปัจจัยความเสี่ยง ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังที่ยังคงดูฟื้นตัวได้ช้า การผลักดันมาตรการใหม่จากรัฐยังคงเลื่อนออกไป และมีโอกาสจะตกหลุมอากาศ ยิ่งในช่วงไตรมาส 3 ที่เป็นโลว์ซีซั่นหน้าฝนจะเป็นช่วงที่กำไรบจ. เข้าสู่รอบต่ำสุด แม้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 1.5% จากภาคการท่องเที่ยวและส่งออกที่เริ่มดีขึ้นก็ตาม แต่การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐปี 2567 เบิกจ่ายเพียง 12% ของงบทั้งหมด ต่ำกว่าช่วงเดียวกันที่เบิกจ่ายเฉลี่ย 30-40%
ส่วนภาคการส่งออกเริ่มส่งสัญญาณไม่ดีนัก, การบริโภคภายในประเทศเริ่มอ่อนแอลงสังเกตจากยอดขายสินค้าคงทน อาทิ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ อสังหาฯ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ลดลงติดต่อกันหลายเดือน ทำให้ยังคงมีความเสี่ยงจะถูกปรับลดเป้าหมายตัวเลขจีดีพีปีนี้
ในส่วนของกระทรวงการคลังที่มีแนวคิดจะผลักดันกองทุน LTF กลับมาอีกครั้งมองว่าวงเงินเพื่อการหักภาษีอาจไม่จะสูงมากนัก เพราะภาครัฐจำเป็นต้องอัดเม็ดเงินไปกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นหลัก ฉะนั้นการผลักดันกองทุน LTF ประเมินว่าไม่ได้มากเท่าเดิม หรืออยู่ที่ราว 1-1.5 หมื่นล้านบาท เทียบกับอดีตที่อยู่ 2-3 หมื่นล้านบาท
ทำให้บล.บัวหลวง ยังคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปีนี้ที่ระดับ 1,539 จุด ปัจจุบันยังมีอัพไซต์ 15% ซึ่งปรับลดจากเดิมที่มองไว้ 1,620 จุด โดยอิงจากคาดการณ์กำไรบจ. ปีนี้โต 15% ส่วนค่า P/E ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ที่ 14.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่อยู่ 15.3 เท่า แต่เมื่อเทียบกับตลาด?เพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม P/E 15 เท่า ขณะที่กำไรบจ.โต 25% มากกว่าไทย 2 เท่า ส่วนจีนและฮ่องกงกำไรคาดการณ์โตใกล้เคียงกับไทย แต่ค่า P/E ตลาดหุ้นฮ่องกงยังต่ำกว่า 10 เท่า และค่า P/E ตลาดหุ้นจีนอยู่ที่ 11.3 เท่า ทำให้หุ้นไทยอาจไม่ได้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้มากนัก และอาจมีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการดาวน์เกรดค่า P/E ลงมา หลังกำไรไม่ได้โดดเด่นอย่างที่คาด
นายชัยพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่สดใสนัก แนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กลุ่มการเงิน กลุ่มอาหาร, การบริโภค และการท่องเที่ยว น่าจะยังคงดีต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มที่แนะนำหลีกเลี่ยง คือ กลุ่มพัฒนาอสังหาฯ เพื่ออาศัย และวัสดุก่อสร้าง