นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดแรง เกิดจากภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกที่มีความผันผวนสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ปรับตัวลงค่อนข้างมาก
มีผลให้ตลาดหุ้นเอเชียเปิดซื้อขายวันแรกของสัปดาห์นี้ก็ปรับตัวลงค่อนข้างมากเช่นกัน ทั้งตลาดหุ้นญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึง ตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมีปัจจัยกดดันจากสภาวะตลาดโลก ทั้งการเมือง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นเพียงแค่ชั่วคราวหรือไม่ จึงจำเป็นต้องจับตาดูว่าสถานการณ์จะมีการคลี่คลายอย่างไรบ้างทั้งนี้ขอให้นักลงทุนติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ทั่วโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุน
แต่ทั้งนี้ การที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงค่อนข้างมาก ก็ถือเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน แต่ต้องดูให้ดีว่าภาคธุรกิจใดจะถูกกระทบมากหรือน้อย ส่วนแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน คงต้องฝากถึงนักลงทุน ขอให้วิเคราะห์ข้อมูลกันให้ดี ทั้งการทำธุรกิจของแต่ละบริษัทความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร รายได้มาจากต่างประเทศหรือในประเทศ รวมไปถึงต้นทุน ซึ่งบริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่งได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน
นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ลงไปแรงตามตลาดภูมิภาค แม้ว่าหุ้นไทยยังถือว่าลงน้อยกว่าตลาดอื่นเพราะขึ้นมาน้อยกว่า และไม่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงแรงราว 7% ได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดหุ้นเกาหลี ตลาดหุ้นไต้หวัน
ทั้งนี้ กลุ่มที่เจอแรงขายเป็นกลุ่มที่อิงเศรษฐกิจโลก อย่างหุ้นพลังงาน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มที่รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาลง อาทิ กลุ่มประกัน ส่วนกลุ่มที่บวกเป็นกลุ่มหุ้นปลอดภัย ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือรีท และกลุ่มสื่อสาร ขณะเดียวกันประเมินว่าในระยะสั้น นักลงทุนจะโยกเงินออกจากตลาดหุ้นซึ่งถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างตราสารหนี้ หรือหุ้นกลุ่มปลอดภัย
ทั้งนี้ ภาพการปรับพอร์ตการลงทุน อาจยังเห็นต่อเนื่องไปอีก 2-3 สัปดาห์ จากผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย ประกอบกับยังมีปัจจัยการเมืองในประเทศกดดันด้วย มองภาพความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยประเมินดัชนีหุ้นไทยทางเทคนิค ให้แนวรับที่ 1,200 จุด