โพลพระปกเกล้า ชี้ 95% อยากเลือกตั้ง เผยคนรุ่นใหม่เลือกพรรคที่หัวหน้า อุดมการณ์ วิสัยทัศน์ไกล

โพลพระปกเกล้า ชี้ 95% อยากเลือกตั้ง เผยคนรุ่นใหม่เลือกพรรคที่หัวหน้า
อุดมการณ์ วิสัยทัศน์ไกล

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 5 มี.ค. ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถนนราชดำเนิน นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายสติธร ธนานิธิโชติ รักษาการ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกันแถลงผลสำรวจความคิดเห็น (Quick Survey) ครั้งที่ 4 หัวข้อ “ปัจจัยในการเลือกผู้สมัคร/พรรค คุณลักษณะนายกรัฐมนตรีที่พึงประสงค์และความมุ่งมั่นในการเลือกตั้ง”

โดยนายวุฒิสาร กล่าวว่า ที่ผ่านมาการสำรวจความคิดเห็นทั้ง 3 ครั้ง เกณฑ์การตัดสินของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปลี่ยนไป จากการให้ความสนใจเชิงนโยบายเป็น ตัวบุคคล โดยนโยบายปัจจัยที่มีความหมายมากต่อประชาชนประชาชนคือ 1.แก้ปัญหาความยากจนและแรงงาน 2.ปัญหาทางเศรษฐกิจ 3.ปัญหาราคาพืชผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ

นายวุฒิสาร กล่าวว่า ในการสำรวจความคิดเห็นครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 27 ก.พ. – 2 มี.ค. ถือว่าเกือบโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งนั้น เราอยากรู้ว่า ประชาชนใช้เกณฑ์อะไรตัดสินใจในการเลือกตัวบุคคลในเขต ซึ่งพบว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกผู้สมัครส.ส.เขต ร้อยละ 80.5 คือ ความซื่อสัตย์สุจริต, ร้อยละ 74.2 คือ มีวิสัยทัศน์และความคิดก้าวหน้า, ร้อยละ 60.6 คือความสามารถในการแก้ไขพื้นที่, ร้อยละ 50.1 คือสามารถนำเงินมาพัฒนาท้องที่ และร้อยละ 47.8 คือมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในพื้นที่

ซึ่งสะท้อนว่า ประชาชนตัดสินใจโดยนึกถึงปฏิสัมพันธ์ ผลงานในพื้นที่เป็นสำคัญ อดีตส.ส.จึงได้เปรียบ ถ้ามีผลงานมาก แต่อีกมุมหนึ่งหากมีผลงานไม่มาก ก็อาจมีปัญหาเช่นกัน ประเด็นสำคัญที่พบว่า ที่ไม่มีผลต่อการลงคะแนนเลยคือการให้เงินตอบแทน เพศผู้สมัครฯ มีนัยยะน้อยมากต่อการตัดสินใจ และบุคลิกหน้าตา ประชาชนมามองที่คุณสมบัติที่สำคัญของผู้สมัคร ส.ส.

ส่วนการเลือกพรรคใช้หลักเกณฑ์อะไรตัดสินนั้น พบว่า นโยบายพรรคสำคัญที่สุด ร้อยละ 67.1, หัวหน้าพรรค/ผู้นำพรรค ร้อยละ 58.9, อุดมการณ์/เจตนารมณ์ของพรรค ร้อยละ 56.9, และแนวทางการดำเนินการทางการเมืองของพรรค ร้อยละ 55.7 สำหรับประเด็นที่ผลน้อยต่อการตัดสินเลือกพรรค คือ บุคคลที่ให้ความเคารพนับถือ แกนนำพรรค ครอบครัวที่เคยเลือกแล้ว ลูกจะเลือกตาม และความเป็นไปได้ในการชนะการเลือกตั้ง สะท้อนว่า ความภักดีต่อพรรคที่ส่งผ่านทางเครือญาติน้อยมากกว่าผลงานของพรรค

ส่วนการตัดสินใจถ้าจะเลือกนายกฯ จะใช้หลักเกณฑ์อะไรตัดสินนั้น ในแง่คุณลักษณะสำคัญ ร้อยละ 87.1 มีคุณธรรมซื่อสัตย์สุจริต, ร้อยละ 81.5 มีความโปร่งใสในการทำงาน, ร้อยละ 79.3 มีวิสัยทัศน์กว้างไกล, ร้อยละ 71.9 มีความอุทิศเสียสละ, และร้อยละ 68.3 มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร ส่วนปัจจัยที่มีผลน้อยมาก คือ การมีวาทะศิลป์ ไม่ต้องพูดเก่งมากก็ได้ ไม่ต้องมีประสบการณ์ทางการเมืองหรือความสามารถในการสื่อสารกับต่างประเทศมากก็ได้

เมื่อเทียบปัจจัยชี้ขาดระหว่าง การเลือกผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต พรรคการเมือง และรายชื่อนายกฯ ที่พรรคการเมืองเสนอ พบว่า ผู้สมัครส.ส.มีความหมายต่อการตัดสินใจมากที่สุดถึง ร้อยละ 43.5 การเข้าถึงประชาชนแบบ face to face ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งจะยิ่งมีความหมายมากขึ้น การตัดสินเลือกพรรคการเมืองอยู่ที่ร้อยละ 36.8 และรายชื่อที่พรรคเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 19.7 แต่ทั้งนี้สถาบันไม่ได้ถามคำถามที่ซับซ้อน เช่น ชอบผู้สมัครพรรคนี้ แต่ชอบชื่อนายกฯ อีกพรรคจะเลือกอะไร แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถพออนุมานภาพรวมได้ระดับหนึ่ง

สำหรับความมุ่งมั่นในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 95.8 ประชาชนมั่นใจ ซึ่งเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการสำรวจครั้งแรกที่ร้อยละ 90.8 ถ้า กกต. ประเมินเป้าหมายว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ร้อยละ 80 รวมจะมีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนราว 40 ล้านเสียง พรรคการเมืองก็ประเมินตัวเลขกันที่ ส.ส. 1 คน ต่อ 80,000 คะแนน ซึ่งถ้ามีผู้มาใช้สิทธิถึงระดับที่สถาบันสำรวจ ตัวเลขพวกนี้ก็ต้องประเมินกันใหม่ ส่วนคนที่ตัดสินใจว่าไม่ไปแน่นอนนั้น ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.7 ส่วนยังไม่แน่ใจก็ลดลงจำนวนมากเช่นกัน

ด้าน นายสติธร กล่าวว่า เกณฑ์ที่ประชาชนใช้ในการเลือกผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต เมื่อแยกรายภาคจะพบว่า แต่ละภาคต้องการผู้สมัครส.ส.ที่แตกต่างกัน เช่น ภาคกลางกับภาคใต้ ต้องการความซื่อสัตย์และคุณธรรม, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องการผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์  เมื่อแยกตามรายอายุ พบว่า คนกลุ่มใหญ่ที่สุดคืออายุระหว่าง 46-60 ปี ต้องการความซื่อสัตย์และคุณธรรม ความสามารถนำเงินมาพัฒนาพื้นที่ อายุ 61 ขึ้นไป ต้องการวิสัยทัศน์และความคิดก้าวหน้า กับการมีผลงานเป็นที่ประจักษ์

เกณฑ์ที่ประชาชนใช้ในการเลือกพรรคการเมือง เมื่อแยกรายภาคจะพบว่า ภาคเหนือ ให้ความสำคัญกับ หัวหน้าพรรค/ผู้นำพรรค ภาคใต้ ให้ความสำคัญกับนโยบายพรรค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ความสำคัญกับ อุดมการณ์/เจตนารมณ์ของพรรค และแนวทางการดำเนินการทางการเมืองของพรรค

ส่วนในกรุงเทพฯ ให้ความสนใจกับผลงานของพรรคในอดีต ซึ่งตรงนี้มีความน่าสนใจว่า กรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่สวิงเขต ให้ความสำคัญกับอุดมการณ์/เจตนารมณ์ของพรรค กับแนวทางการดำเนินการทางการเมืองของพรรคน้อยเพียงร้อยละ 50 และร้อย 75 ตามลำดับ ซึ่งการเทใจระหว่างคนอีสานกับคนกรุงเทพฯ ในศูนย์กลางอำนาจต่างกันคนละขั้ว

เมื่อแยกรายอายุ พบว่า กลุ่มอายุระหว่าง 18-25 ปี ให้ความสำคัญกับหัวหน้าพรรค/ผู้นำพรรค อุดมการณ์/เจตนารมณ์ของพรรค แนวทางการดำเนินการทางการเมืองของพรรค และผลงานของพรรคในอดีต ส่วนกลุ่มอายุระหว่าง 36-45 ปี ให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรค ความน่าสนใจนั้นอยู่ที่กลุ่มอายุ 18-25 ปี ซึ่งถือเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ หรือ new voter ดูพรรคที่หัวหน้า อุดมการณ์ ผลงานของพรรค เป็นสำคัญ

เกณฑ์ที่ประชาชนใช้ในการเลือกจากรายชื่อนายกฯ ที่พรรคเสนอนั้น พบว่า กลุ่มอายุ 46-60 ปี สนใจ 3 ด้านคือ มีคุณธรรมซื่อสัตย์สุจริต มีความอุทิศเสียสละ และมีความโปร่งใส กลุ่มอายุ 26-35 ปี สนใจความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร ส่วนกลุ่มอายุ 18-25 ปี ให้ความสำคัญกับความมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ซึ่งน่าสนใจว่า new voter นี้ เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่เห็นว่า การที่นายกฯ ต้องมีคุณธรรม และความซื่อสัตย์นั้น ไม่มีความสำคัญเลย เก็บไว้ก่อน อยากเห็นประเทศก้าวหน้ามากกว่า

สำหรับภาพรวมในการตัดสินใจเลือกระหว่าง ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต พรรคการเมือง และรายชื่อนายกฯ นั้น ในภาคเหนือร้อยละ 43.4 ใกล้เคียงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ร้อยละ 43.3 กรุงเทพฯ ร้อยละ 44.7 ภาคกลางและตะวันออก ร้อยละ 49.8 ส่วนภาคใต้ ร้อยละ 54.8 สะท้อนชัดว่า ส่งเสาไฟฟ้าลงแล้วชนะนั้นไม่จริง คนใต้เขาดูตัวผู้สมัครส.ส.ประกอบกันด้วย

เมื่อแยกดูกลุ่มอายุ พบว่า อายุ 18-25 ปี ให้ความสำคัญกับผู้สมัคร ร้อยละ 47, อายุ 26-35 ปี ให้ความสำคัญกับผู้สมัคร ร้อยละ 44.9, อายุ 36-45 ปี ให้ความสำคัญกับผู้สมัคร ร้อยละ 49.4, อายุ 46-60 ปี ให้ความสำคัญกับพรรคการเมือง ร้อยละ 42 และอายุ 60 ปีขึ้นไป ให้ความสำคัญกับพรรคการเมือง ร้อยละ 40.4

จากนั้น นายวุฒิสาร กล่าวสรุปภาพรวมทั้งหมดว่า การสำรวจทั้งหมด 1,540 กลุ่มตัวอย่าง กระจายทั่วประเทศ กลุ่มอายุ เพศ ตามหลักวิชาการนั้น มั่นใจว่าสามารถเทียบเคียงกับคุณลักษณะตามผลภาพรวมได้ ซึ่งประชาชนกว่าร้อยละ 95 ต่างอยากไปเลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง แต่จะเปลี่ยนอย่างไรนั้น ขึ้นกับเกณฑ์ของแต่ละคน

ผลสำรวจเห็นว่า ประชาชนมีความมั่นใจว่า เสียงของตัวเองมีความหมายในการเปลี่ยนแปลงอย่างมั่นใจมากขึ้น ความต้องการอยากไปเลือกตั้งสูงขึ้นเรื่อยๆ หากผลสำรวจนี้สะท้อนความจริง การเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.นี้ จะสะท้อนถึงเจตจำนงที่แท้จริง เพราะถ้าคนมาเลือกตั้งเยอะขนาดนี้จะบอกว่า มีการจัดตั้ง หรือจะบอกว่าไม่เสรีและเป็นธรรม ก็คงเป็นเรื่องยาก

นายวุฒิสาร กล่าวว่า ส่วนการสำรวจครั้งที่ 5 จะทำก่อนเลือกตั้ง 2 สัปดาห์ โดยจะมุ่งเน้นเรื่องนโยบายว่า ประชาชนสนใจอะไรในการตัดสินใจ ซึ่งวันที่ 13 มี.ค.นี้ จะนัดแถลงผลการสำรวจรอบสุดท้าย ภาพรวมของการสำรวจนี้ เราไม่ได้บอกว่า ใครเป็นที่นิยม แต่บอกว่าคุณลักษณะและวิธีคิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นอย่างไร พฤติกรรมของประชาชนเป็นอย่างไรต่อเงื่อนไขการเลือกตั้งแบบใหม่นี้เท่านั้น

บทความก่อนหน้านี้ผอ.รับ ร.ร.ติดหนี้ บ.ให้เช่าเครื่องถ่ายเอกสาร3ล้าน แต่เบิกจ่ายให้ไม่ได้
บทความถัดไปเป็นห่วงมาก! แตงโม โพสต์ถึง ต่าย ไม่รู้ระหว่างทางเจออะไร จะช่วยเพื่อนเต็มที่