เปิดที่มา กกต. ยุค คสช. กว่าจะได้ 7 อรหันต์ สนช.ลงคะแนนลับ เลือกถึง 3 ครั้ง
ไอลอว์ เปิดเผยที่มาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะเข้ามาจัดดำเนินการจัดการเลือกตั้ง 2562 ที่มาจากการสรรหาใหม่ ในยุคที่ถูกปกครองด้วยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งชุด เราพอจะเห็นผลงานการดำเนินการของ กกต. ชุดนี้แล้ว
ในช่วงก่อนถึงวันเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น มติยุบพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) การจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ทว่า กกต. ชุดนี้ไม่ได้มาง่ายๆ และ กกต. ยังมีอำนาจใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ คสช. อีกด้วย ชวนดู 6 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ กกต. ชุดนี้
1.รัฐธรรมนูญ ฉบับ คสช. ให้อำนาจ กกต. จัดการนักการเมือง – ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 องค์กรอิสระมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และมีอำนาจให้คุณให้โทษพรรคการเมืองและนักการเมืองเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบรัฐธรรมนูญโดย “มีชัย ฤชุพันธ์” คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บุคคลที่ คสช. ให้ความไว้วางใจและแต่งตั้งมากับมือ
โดยอำนาจใหม่ของ กกต. ตาม รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 ระบุให้ กกต. หรือ ส.ส. รวมกัน 50 คน หรือ ส.ว. รวมกัน 25 คน ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติของนักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งได้ หากเห็นว่า ผู้ใดขาดคุณสมบัติก็สั่งให้พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองได้
นอกจาก กรธ. จะร่างรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ยังวางบทบาทของตัวเองไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 อีกว่า ให้ตัวเองเป็นผู้จัดทำ ‘กฎหมายลูก’ หรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง 10 ฉบับ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ พ.ร.ป.กกต.
กฎหมายลูกที่ กรธ. เป็นคนร่างขึ้น ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวน กกต. จาก 5 คน เป็น 7 คน ต่อมา 13 กรกฎาคม 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่าน พ.ร.ป.กกต. ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 194 เสียง จากทั้งหมด 250 เสียง
พ.ร.ป.กกต. ยังให้อำนาจใหม่ กกต. คือ ‘ใบส้ม’ ในกรณีที่พบการกระทำใดของบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตฯ ให้ กกต. แจก ‘ใบส้ม’ หรือภาษาทางกฎหมายคือ ระงับสิทธิรับสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครไว้เป็นการชั่วคราว(ไม่เกิน 1 ปี) ทั้งนี้ ให้อำนาจดังกล่าวให้ถือเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์ได้
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
![]()
2.สนช. ออกกฎหมาย ‘เซ็ตซีโร่’ กกต. ชุดเก่า – ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้ สนช. ซึ่งเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. เป็นผู้พิจารณากฎหมาย อีกทั้ง สนช. ยังมีอำนาจในการแก้ไขกฎหมายที่ กรธ. เป็นคนเสนอมาได้อีกด้วย
เมื่อ สนช. รับกฎหมาย กกต. จาก กรธ. มาพิจารณาจึงมีการแก้ไขบางประเด็น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการ “เซ็ตซีโร่” ให้กรรมการ กกต. ชุดเดิมพ้นจากตำแหน่ง ซึ่ง พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ กมธ.พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว อธิบายว่า เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เพิ่มอำนาจหน้าที่ กกต. มากขึ้น คุณสมบัติจึงเข้มข้นตามมาด้วย จึงควรเริ่มดำเนินการเลยเพื่อให้ได้ กกต. ชุดใหม่มาปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาทำงานแบบปลาสองน้ำ รวมทั้งการเพิ่มจำนวนกรรมการ กกต. จาก 5 มาเป็น 7 คน ทำให้โครงสร้าง กกต. เปลี่ยนไป
3.สนช. เป็นคนเลือก กกต. – แม้ว่าจะมีกระบวนการสรรหา กกต. ด้วยขั้นตอนต่างๆ แต่สุดท้ายแล้วอำนาจการลงมติว่าใครจะเป็น กกต. ทั้ง 7 คน เป็นอำนาจของ สนช.
ทั้งนี้ สนช. ก็คือ กลุ่มบุคคลที่ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งขึ้น หลังการรัฐประหาร ตารัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว) ฉบับ 2557 เพื่อทำหน้าที่เสนอ เห็นชอบ และกลั่นกรองกฎหมายแทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา
4.สรรหาไป 3 ครั้ง กว่าจะได้ กกต. 7 คนนี้ – การประชุมเห็นชอบ กกต. ครั้งที่ 1 สนช. ตีตกผู้ผ่านเข้ารอบทั้ง 7 คน ยกชุด ทำให้ต้องมีการสรรหา กกต. ใหม่อีกครั้งทั้ง 7 คน การประชุมเห็นชอบครั้งที่ 2 เมื่อสรรหาผู้เข้ารอบได้แล้ว สนช. จึงนัดประชุมเลือก กกต. ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2561 ผลปรากฏว่าได้ กกต. มา 5 คน ไม่ผ่านการคัดเลือก 2 คน
เมื่อยังได้ กกต. ไม่ครบ 7 คน ตามรัฐธรรมนูญ 2560 จึงต้องสรรหาเพิ่มอีก 2 คน กระทั่ง 22 พฤศจิกายน 2561 สนช. นัดประชุมเลือก กกต. อีกครั้ง โดยมีมติเห็นชอบ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ ทนายความ ทำให้ได้ กกต. ครบ 7 คน
5.การประชุมลงมติเลือก กกต. ‘ลับ’ ทุกครั้ง – กว่าจะได้ กกต. มา สนช. ต้องใช้การพิจารณาถึง 3 ครั้ง การลงคะแนนของเพื่อเลือก กกต. ของ สนช. ยังเป็นการพิจารณา ‘ลับ’ ทุกครั้ง จนได้ กกต. ที่ไว้วางใจให้มาดำเนินการจัดการเลือกตั้ง 2562
6. ทั้ง 7 คนมาใหม่ ไม่มีประสบการณ์จัดเลือกตั้ง – แม้ว่าจะมีการเลือกเฟ้น กกต. ถึง 3 ครั้ง แต่ปรากฏว่าผู้ที่จะมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง กลับไม่ได้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดเลือกตั้งเลยแม้แต่คนเดียว ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการและนักกฎหมาย