‘สิริพรรณ’ คาด 4 ทิศทาง เลือกตั้ง หลังกาบัตร 1.พรรคต้านคสช.ชนะ 2.จุดจบประยุทธ์ 3.รัฐบาลแห่งชาติ 4.โมฆะเลือกตั้ง” ชี้ อนาคตใหม่-คนรุ่นใหม่ ตัวแปรนอกสมการ
วันที่ 22 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานเสวนา Selection เกาะติดเลือกตั้ง 62 ตอน จุดเปลี่ยน” หรือ “จุดแตกหัก” ประเทศไทย? นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงแนวโน้มผลการ เลือกตั้ง ส.ส. และสูตรการจัดตั้งรัฐบาล ตอนหนึ่ง ว่า พลังดูดอย่างพรรคพลังประชารัฐ ที่เห็นชัดเจนว่าเป็นเครื่องมือของรัฐในการดำรงอยู่ โดยใช้อำนาจในการดึงส.ส.เก่าเข้ามา
ความเป็นไปได้ที่ ส.ส. ย้ายพรรคจะมีโอกาส ส.ส. เก่าที่ย้ายออกไปมีโอกาสแค่ไหนที่จะชนะเลือกตั้ง จากข้อมูลในอดีตปี 2538 2549 2544 2550 2554 พบว่า ไม่ใช่ว่าจะได้ทุกคน สัดส่วนจะอยู่ที่สอบได้ 60 สอบตก 40 จุดเปลี่ยนแปลงเกิดจากพฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ (new voter) 7-8 ล้านคน
ถ้าคนกลุ่มนี้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 100 คน แต่ออกมาสัก 60-70 เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าสูงแล้ว นี่จึงเป็นตัวแปรหลัก เพราะไม่ได้อยู่กับความขัดแย้ง ไม่ใช่เพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ ซึ่งถือว่ามาแรงสำหรับพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเศรษฐกิจใหม่
ประเด็นถกเถียงกันในสังคมออนไลน์อย่าง การรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแบบมียุทธ์ศาสตร์ ที่ตรงข้ามกับการเลือกตามที่เราชอบ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ มันยากที่จะเลือกตามที่เราชอบ เพราะกลไกการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวต้องเลือกทั้ง ผู้สมัครส.ส. พรรคการเมือง แคนดิเดตนายกฯ ส่งผลให้ต้องเลือกแบบยุทธศาสตร์ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ บางเขตไม่มีผู้สมัคร ส.ส.ทำให้เกิดคำถามในฝั่งหนึ่งว่าแล้วจะเลือกใคร
ประกอบกับนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า คะแนนต่อ ส.ส. 1 คน จะสูงระหว่าง 80,000-100,000 คะแนน แต่คาดว่าไม่ถึง หากคิดโดยประมาณการณ์ว่า มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งคิดเป็นร้อยละ 80 หรือ 40 ล้านคน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 51 ล้านคน ซึ่งอาจมากกว่านี้ได้
เมื่อนำไปลบคะแนนบัตรเสีย ไม่ประสงค์ลงคะแนน และคะแนนทิ้งน้ำ ที่เทียบจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา รวมกันประมาณ 2.4 ล้านเสียง เหลือ ดังนั้น ส.ส. 1 คน ก็จะตก 75,000 คะแนน หากมีพรรคการเมืองได้ไม่ถึง 75,000 คะแนน เยอะๆ ก็จะกระจายแล้วทอนกลับมาอีก พรรคที่รณรงค์ให้เลือกแบบยุทธศาสตร์แล้วกลัวว่า จะไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น ดิฉันเชื่อว่า ยังมีโอกาสได้ส.ส.บัญชีรายชื่ออยู่
ที่นั่ง ส.ส. แต่ละพรรค
สำหรับการร่วมรัฐบาลนั้น แม้มีโอกาสผิดสูง แต่ก็อยากลองประเมินคร่าวๆดู อย่างเพื่อไทยน่าจะได้เสียงราวร้อยละ 40 หรือ 16 ล้านเสียง แต่เมื่อส่งไม่ครบ ส่งเพียง 250 เขต ก็ลบออกไป 2.3 ล้านเสียง ก็เหลือ 13.7 ล้านเสียง เพื่อไทยน่าจะได้ 170-180 ส.ส. บวกลบ นี่คือพูดกลางๆ ไม่ได้ถล่มทลาย หรือมีสึนามิทางการเมือง
ด้านพรรคประชาธิปัตย์ ต่ำสุดที่เคยได้คือร้อยละ 28 ครั้งนี้ เจอศึกหนักทั้งภายในภายนอกจึงคาดว่าน่าจะลดลงมาเหลือร้อยละ 20 จึงน่าจะได้ส.ส. 100 บวกลบ
ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ยังไงก็ไม่น่าจะเกิน 70 ส.ส. เพราะไม่มีฐานเสียงเดิม ต้องใช้ฐานเสียงจากอดีตส.ส.ที่ดึงมา ซึ่งเมื่อรวมแค่ส่วนนี้ก็จะมีเพียง 55 ที่นั่งส.ส.เท่านั้น แต่เมื่อนับอภินิหาร องค์กรอิสระ องค์กรส่วนท้องถิ่นจาก กำนันผู้ใหญ่บ้าน จึงตกที่ 70 ส.ส.
ตัวแปรหลักที่ไม่ได้ถูกจินตนาการนี้ไว้แต่แรก ไม่ได้อยู่ในสมการกับรูปแบบการเลือกตั้งนี้คือ พรรคอนาคตใหม่ เดิมคาดกันว่า พรรคขนาดกลาง จะมาช้อนคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อ ไปจากพรรคใหญ่ แต่การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ เป็นอะไรที่คาดไม่ถึง กระแสฟ้ารักพ่อ จุดยืนทางการเมืองไม่เอาคสช. เดิมประมาทอนาคตใหม่ไว้เยอะ แต่ตอนนี้ต้องบอกว่า จะมีส.ส. 30 – 50 ซึ่งนี่จะเป็นตัวแปรหลักที่
คีย์สำคัญคือ แล้วพรรคที่ประกาศไม่หนุนคสช.จะได้ส.ส.รวมกันเกิน 250 หรือไม่ แต่อีกฝั่งหนึ่งก็สามารถตั้งรัฐบาลได้ด้วยเสียง 126 ส.ส. ก็มีคำถามว่า กล้าหรือไม่ จะอยู่ในรัฐบาลอย่างไร แต่ก็มีคนกระซิบมาว่า เขาจะให้สนช.โหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2563 ก่อน ดังนั้น รัฐบาลนี้ ก็จะอยู่ได้ 1 ปี ก่อนถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นี่คือทริกหนึ่งที่อยูุ่ได้
4 แนวทางความเป็นไปได้จัดตั้งรัฐบาล
- แนวทางที่ 1 ต่อให้พรรคแนวร่วมต้านคสช. ชนะเป็นอันดับ 1 ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะบวกอย่างไรก็ไม่ถึง 376 เสียง ยกเว้น ส.ว. 250 ที่คสช.คุมไม่ได้ทั้งหมดแปรพักตร์มา แต่ก็เป็นไปไม่ได้
- แนวทางที่ 2 พล.อ.ประยุทธ์ คงจะกลับมาได้ยาก เพราะกระแสสตอนนี้ไม่ดี จึงคาดว่าน่าจะเป็นแบบแนวทางที่ 3
- แนวทางที่ 3 คือ พรรคประชาธิปัตย์ รวมกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคอื่นๆ ตั้งรัฐบาลแต่ไม่ได้ชูพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แต่ถ้าไม่ได้ตามนี้ แล้วพรรคแนวร่วมต้านคสช.ได้เสียง 251 ส.ส.ขึ้นไป สิ่งที่ชนชั้นนำจะต้องคิดคือ จะเกิดอะไรขึ้นหลังเลือกตั้ง จะรับรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพได้หรือไม่
- แนวทางที่ 4 จึงอาจต้องใช้ นายกฯคนนอก ตามมาตรา 272 แม้คะแนนเสียงที่ต้องใช้ปลดล็อก เพื่อเลือกนายกฯนอกบัญชี ตามมาตรานี้ นั้นสูงถึง 500 เสียง แต่เชื่อว่า จะทำได้ ถ้ามีสัญญาณบางอย่างบอกมา ซึ่งจะเป็นรูปแบบของรัฐบาลแห่งชาติ หากเป็นดังนี้คงมีมาตรการบางอย่างประกาศตามมา เช่น การแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับใครเลย แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วภายใน 6 เดือนเป็นต้น
อีกทางหนึ่งคือ ที่ประเมินได้จากภาพการเลือกตั้งล่วงหน้าคือ การทำโมฆะการเลือกตั้ง ซึ่งไม่อยากเห็นที่สุด เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ เต็มไปด้วยความรู้สึก บางคนได้บัตรเลือกตั้งผิดเขตแล้วถึงกับร้องไห้
การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ เป็นการปักหมุดอย่างแท้จริง ใครคิดจะทำให้เป็นโมฆะคุณใจร้ายมาก โดยประเด็นที่อาจทำให้โมฆะเช่น กกต.ไม่อาจประกาศรับรองผลการเลือกตั้งทั้งหมดได้ภายใน 150 วันนับจากวันที่ พ.ร.ป.ทั้ง 4 ฉบับเกี่ยวกับการเลือกตั้งประกาศใช้แล้ว
นั่นก็คือวันที่ 9 พ.ค. หรือนักร้องมืออาชีพ ไปร้องประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ถ้ามันจำเป็นจะต้องเกิดรัฐบาลแห่งชาติหรือโมฆะการเลือกตั้ง ดิฉันก็ไม่ทราบว่า สังคมไทยจะรับได้หรือไม่