ละครจบแต่ปรากฏการณ์ “ออเจ้า” ยังไม่จบง่ายๆ ล่าสุดบมจ.ซีพี ออลล์ โดยนายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส จัดงานเสวนาพิเศษ “จากนวนิยายรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดสู่ละครดัง” โดยมีนางกนกวลี พจนปกรณ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย น.ส.จันทร์ยวีร์ สมปรีดา หรือ รอมแพง เจ้าของผลงานนิยายยอดฮิต “บุพเพสันนิวาส” และนายชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ หรือปราปต์ เจ้าของนิยายสืบสวนสอบสวน “กาหลมหรทึก” ร่วมพูดคุย ท่ามกลางประชาชนสนใจเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก ที่โรงแรมคราวน์ พลาซ่า เมื่อเร็วๆ นี้

นางกนกวลี กล่าวว่า สมัยนี้การอ่านของคนในสังคมเปลี่ยนไป สิ่งที่นิยายต้องมีคือความสนุก วิธีการเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ๆ เพราะคนจะใช้หนังสือเป็นแรงบันดาลใจและเพื่อปลุกกระแสสังคมเช่นนิยายเรื่องบุพเพสันนิวาส แนะนำให้นักเขียนรุ่นใหม่เปิดใจฟังคนอื่นให้มากขึ้น เมื่อเปิดหูเปิดตา ใจก็จะเปิด ทำให้เขียนอะไรได้หลากหลายขึ้น

นายชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ หรือปราปต์ ผู้เขียนนิยายสืบสวนสอบสวน “กาหลมหรทึก” เจ้าของรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดครั้งที่ 12 กล่าวว่าคิดว่าที่ทำออกมาเป็นละครแล้วประสบความสำเร็จเพราะคนทำละครรักในผลงานของเรา การจะทำผลงานออกมาให้ดีเพียงแค่เราต้องรักในผลงานของเรา เมื่อเรารักเขาคนอื่นก็จะรักด้วย รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดเหมือนการประสบความสำเร็จไปอีกขั้น ทำให้คนรู้จักผลงานเรามากขึ้น

ปิดท้ายที่นักเขียนซึ่งฮอตที่สุดในเวลานี้ น.ส.จันทร์ยวีร์ สมปรีดา หรือ รอมแพง เจ้าของผลงานนวนิยายยอดฮิต “บุพเพสันนิวาส” ซึ่งนำไปสู่ละครดังแห่งยุค รางวัลเซเว่นบุ๊คอะวอร์ดครั้งที่ 7 กล่าวว่า การที่ละครโด่งดังได้เป็นเพราะทีมงานทุกฝ่ายร่วมมือกันทำให้สื่อทุกอย่างที่มีในนิยายออกมาชัดเจนขึ้น เมื่อเราจะลงมือเขียนหนังสือ อย่างแรกคือต้องอ่านหนังสือเยอะ จะมีคลังสำนวนในหัวเก็บไว้มาก ทำให้เรามีสำนวนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และง่ายขึ้นหากจะกลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือ เมื่อเขียนหนังสืออยากให้คำนึงถึงความเป็นเหตุเป็นผลที่ควรจะเป็น เพราะจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขียนตั้งแต่ต้นจนจบได้ ความเป็นเหตุเป็นผลจะส่งผลต่อการรับรู้ของผู้อ่านด้วย ต้องคิดให้มาก ออกไปรู้โลกให้มาก เราจะมองเห็นชัดเจนมากขึ้นว่าของจริงเป็นอย่างไรและจะเขียนออกมาเป็นอย่างไร

หลังการเสวนา รอมแพงให้สัมภาษณ์ถึงการเขียนนวนิยาย “บุพเพสันนิวาส” ว่าเริ่มแรกที่จะลงมือเขียนนิยาย ศึกษาประวัติศาสตร์มา 3 ปี จากนั้นตั้งชื่อหนังสือไว้ก่อนว่า “บุพเพสันนิวาส” เมื่อตั้งชื่อแล้วก็จะวางพล็อตง่าย “บุพเพสันนิวาส” คือเรื่องของความรักที่อย่างไรก็ต้องมาเจอกัน มารักกัน จากนั้นก็เลือกยุคสมเด็จพระนารายณ์เพราะเป็นยุคที่รุ่งเรือง มีสีสัน แต่จะเขียนให้เป็นการเล่าเรื่องอิงประวัติศาสตร์ ไม่ฟันธงว่าจริงหรือไม่จริง จะเล่าถึงสิ่งที่การะเกดไปพบเห็น ซึ่งออกไปพบเห็นไม่ได้มากด้วยเป็นผู้หญิงในยุคนั้น เมื่อลงมือเขียนต้องออกไปดูสถานที่จริง ได้เห็นว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตรงนี้ต้องเป็นอย่างไร

รอมแพงเล่าถึง “พรหมลิขิต” นวนิยายภาคสองของบุพเพสันนิวาสว่า “ตอนจบของบุพเพสันนิวาส เป็นช่วงคู่แฝดอายุได้ 10 ขวบ ดังนั้นพรหมลิขิตจะเป็นเรื่องหลังจากนั้น 10 ปี ตอนที่ลูกคนโตของคุณพี่เดชกับการะเกด อายุ 20 ปี เป็นยุคสมัยของพระเจ้าท้ายสระ ที่จริงวางพล็อตเรื่องไว้ตั้งแต่ปี 2555 แต่เพราะต้องหาข้อมูลเยอะจึงยังไม่ได้เริ่มเขียน เก็บไว้แล้วไปเขียนเรื่องอื่นก่อน พอบุพเพสันนิวาสเป็นละคร มีนักวิชาการมาช่วย เอาข้อมูลที่เราต้องใช้ในพรหมลิขิตมาให้ “แต่ที่เล่ามาทั้งหมดยังไม่ได้เริ่มเขียนสักตัวเลยนะคt” รอมแพงกล่าวพร้อมยิ้มเขิน

ก่อนทิ้งท้ายถึงผลงานที่กำลังเขียนอยู่ว่า “เป็นเรื่องราวในอีก 3,000 ปีข้างหน้า ก็จะล้ำยุคไปเลย นางเอกเป็นมนุษย์ต่างดาวมี 4 สายเลือดในตัว แต่งจากตัวเองอีกเหมือนเดิม คือมีความอึด ทน ไม่ได้มีแนวการเขียนว่าต้องย้อนยุคหรือล้ำยุคไปเลย เพียงแต่เราเป็นคนขี้เบื่อ เลยอยากเขียนอะไรให้หลากหลาย ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นแรงบันดาลใจของใคร รู้สึกเขินถ้าจะเรียกแบบนั้น”

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน