“ติ๊ก เจษฎาภรณ์” หวนคืนจอในรอบ 3 ปี รับ “กัลปาวสาน” ท้าทาย เคาะสนิมการแสดงใหม่ เผยเหตุผลพักยาว ห่วงวิกฤตมลพิษ-ฝุ่น PM 2.5

ห่างหายจากงานแสดงไปนานกว่า 3 ปีกว่า จนหลายคนคิดว่าอาจไม่เห็นผลงานอีกแล้ว สำหรับพระเอกตลอดกาล “ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี” ที่ล่าสุดกลับมาทวงบัลลังก์ความคิดถึงอีกครั้ง กับซีรีส์เรื่องใหม่ “กัลปาวสาน” ที่เพิ่งบวงสรวงไปสดๆ ร้อนๆ

พร้อมเปิดใจถึงเหตุผลการหวนคืนจอในรอบหลายปี ทั้งความท้าทายในการเคาะสนิมการแสดง รวมถึงไลฟ์สไตล์การดูแลตัวเองให้ยังดูดีไม่เปลี่ยน และมุมมองต่อปัญหามลพิษ ฝุ่น PM 2.5 ที่เจ้าตัวให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

กี่ปีแล้วที่ไม่ได้เล่นละคร?
”ผมจำไม่ได้แล้วว่ากี่ปี น่าจะ 3 ปีกว่าครับ“

ทำไมถึงกลับมารับงานละคร?
“ผมคิดว่าจริงๆ แล้วในขณะที่เราก่อนหน้าเนี้ย เราเล่นเรื่องสุดท้ายมาแล้ว นั่นแปลว่าในอาชีพของเราในฐานะที่เราเป็นนักแสดง เราก็เหมือนกับว่าเรายังมีไฟอย่างต่อเนื่องอยู่ เพียงแต่เราก็คิดว่าช่วงเวลานึงในจังหวะที่ดีๆ เราก็รอบทที่จะติดต่อเรา แล้วเราเองก็ต้องเหมาะสมกับตัวของเรื่องนั้นๆ บทนั้นๆ ด้วย ช่วงเวลาผ่านไปซึ่งนานพอสมควร 3 ปีกว่า ซึ่งก่อนหน้านั้นน่ะ ผมก็ที่ทำโปรเจกต์ The Brothers แล้วก็ทำศิลปินอยู่ แล้วพอดีช่วงที่ผ่านมาก็มีช่วงจังหวะว่างบ้างแล้ว พี่แน็ต(ผู้กำกับ) ก็ได้ติดต่อมาแล้วก็เกิดการพูดคุยกัน ผมรู้สึกว่าคอนเซปต์ของทางผู้กำกับโดนใจผม มันมีความลึกซึ้งอะไรบางอย่าง บวกกับตัวละครที่ผมเล่น ชื่อ กอนมัน ถ้าเกิดว่าเราสวมบทในตัวละครอันนี้ เราคิดว่าเราจะสามารถทำมันได้ดีหรือเปล่า ผมคิดว่าอยากจะลองดู เราอยากจะเพิ่มอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องของที่เราสื่อสารไปในเรื่องของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม บวกกับอีกมิติหนึ่งที่ผู้กำกับเขาอยากจะเล่าเรื่อง ในความลี้ลับแล้วก็แฟนตาซีของเขา”

แต่เมื่อกี้พี่ติ๊กให้สัมภาษณ์ บอกว่าไม่คิดจะเล่นละครแล้ว?
“พอเวลาผมทำอะไรหลายๆ ผมไม่สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันได้ ผมก็จะโฟกัสเป็นอย่างๆ ไป อย่างพอเวลาหมดละคร ผมก็ทำรายการเนวิเกเตอร์ แล้วก็มาทำเจ้าป่าเข้าเมือง ทำเจ้าป่าเข้าเมืองเสร็จ ผมก็มาทำโปรเจกต์ The Brothers มาทำค่ายเพลง ผมก็จะโฟกัสเป็นอย่างไป ตอนนั้นคิดว่าไม่ได้จะได้มีโอกาสกลับมาทำการแสดงอีก แต่เราก็ไม่ได้ปิดโอกาสตัวเอง ก็ยังเปิดโอกาสอยู่ตลอดเวลา ถือว่าครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้มีโอกาสกลับมาครับ”

ตอนนั้นมีคนยื่นบทเสนอเข้ามาเยอะมั้ย? “ก็มีบ้าง แต่ไม่ได้เยอะอะไรนะครับ ก็มีบ้างครับ“

เวลาดูหรือว่าเห็นในแพลตฟอร์มต่างๆ ความอยากเล่นมันมีมั้ย?
”มีสิครับ แต่ว่าในขณะเดียวกันเรียกว่าเราให้เกียรติกับผู้ที่ติดต่อมาเสมอ ว่าเราสามารถทำทำได้หรือไม่ได้ เราก็จะบอกตรงๆ เพราะว่าบางทีในช่วงจังหวะหรือช่วงเวลานั้น ผมอาจจะติดแล้วก็โฟกัสอย่างอื่นอยู่“

สิ่งที่ตัดสินใจ มันต้องประกอบด้วยอะไร ถึงจะรับงาน?
”ไม่มีตายตัว ไม่มีเป็นข้อ 1 ข้อ 2 ผมว่าเรื่องของงานแสดงมันเป็นศิลปะ แล้วก็ศิลปะมันมีการตัดสินใจในหลายๆ อย่าง เรื่องของเวลา เรื่องของความรู้สึกของเรา มันมีหลายปัจจัยมากๆ เลยในการตัดสินใจครับผม“

แสดงว่าที่ผ่านมาที่หลายคนบอกว่า พี่ติ๊กเข้าป่าไปแล้ว ไม่รับงานบันเทิงแล้ว มันไม่จริง?
”ก็ไม่หรอกครับ ในการที่เราเข้าป่าหรือเราสื่อสารในเรื่องของธรรมชาติ เป็นเพราะว่าเราคิดว่าเราน่าจะทุ่มเทเวลาให้กับตรงนั้นมากที่สุดมากกว่า แต่ถ้าเกิดว่าเราพอจะมีเวลา อะไรบางอย่างที่ติดต่อมาแล้วน่าสนใจ จังหวะที่ดี ผมว่าก็ได้มีโอกาสร่วมงานกันครับ“

อย่างเมื่อกี้บอกว่ากลับมาปุ๊บก็ต้องเคาะเยอะเลย ถึงขั้นไหนถ้า 100%?
”ก็ผมถือว่าถ้าเกิดว่าพูดในฐานะที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นนักแสดงที่เก่งอะไรมาก มันก็เท่ากับว่าเราก็ต้องเหมือนกลับมาเริ่มใหม่ๆ พร้อมๆ กับงานใหม่ๆ กับทีมงานใหม่ๆ กับนักแสดงใหม่ๆ ทุกๆ คนอะไรมันเปรียบเปรยมากกว่าว่า เป็นการเคาะสนิมนะ“

แล้วมันใกล้เคียงความรู้สึกเพิ่งเข้าวงการใหม่ ฟีลนั้นได้เลยไหม?
”คือผมว่าถ้าเราคีปตรงนั้นได้จะดีมาก เพราะว่ามันจะทำให้เรามีไดร์ฟไปสู่การทำอะไรบางอย่าง ให้เรารู้สึกว่ามันมีความตื่นเต้น มีความแอ็คทีฟมีความอยาก ผมว่าผมอยากจะกลับไปให้อยู่ในจุดเริ่มต้นของเราในทุกๆ เรื่อง เราจะคิดแบบนี้นะ“

พอกลับมาทำงานแล้ว บรรยากาศกองถ่าย การทำงานมันต่างกันมั้ย เพราะว่าโลกมันหมุนไปแล้ว แพลตฟอร์ม วิธีการทำงาน?
”ก็จะค่อนข้างคล้ายๆ เดิมนะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าทีมงานหรือว่าตัวผู้กำกับเอง ก็ยังถือว่าอยู่ในเจนที่ยังอยู่ไล่เลี่ยกับผมอยู่ ยังไม่ใช่เป็นเจนรุ่นใหม่ๆ ผมว่าก็เป็นการทำงานที่เราคุ้นเคย“

อย่างเรื่องนี้ อะไรที่มันท้าทายการกลับมารับงาน อะไรที่ท้าทายจนรู้สึกว่า มันตื่นเต้น อยากตื่นไปทำงานทุกวัน?
”คือผมว่าความท้าทาย อย่างแรกคือมันเป็นเรื่องของตัวบทละครที่มีความน่าสนใจ แล้วก็ด้วยการที่เราได้มีโอกาสที่จะสัมผัสกับบรรยากาศของกองถ่าย ได้มีความรู้สึกว่ามีความสัมพันธ์กับนักแสดงทุกๆ คนนะครับ ได้พูดคุยกัน ผมว่าอะไรต่างๆ เหล่านี้ มันเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทุกๆ วันเราอยากจะตื่นเช้าไปทำงาน เพราะว่าเราตัดสินใจที่เราจะทำงานชิ้นนี้แล้ว คิดว่าเราต้องทำงานให้ดีที่สุด“

แสดงว่าที่ผ่านมาก็มีคนถามมาตลอด พี่ติ๊กเมื่อไหร่จะกลับมาแสดง?
”บางคนก็ไม่ได้ถามนะครับ เพราะเขาจะคิดว่าติ๊กเขาคงเข้าป่าแล้ว คงไม่รับงานแสดง แต่จะบอกว่าถึงแม้ว่าเข้าป่า ก็สามารถติดต่องานได้อยู่ครับ“

แล้วนอกจากเรื่องนี้ มันมีเรื่องอื่นติดต่อเข้ามามั้ย พอคนรู้แล้วว่าพี่ติ๊กกลับมาเล่นละครแล้ว?
”คือผมจะทำงานทีละเรื่อง คือตอนนี้ผมคิดว่าเนื่องจากว่ากำลังทำงานอยู่แล้วผลงานยังไม่ได้ออกไป ผมว่ามันต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้สร้าง ผู้จัดต่างๆ ได้เห็นว่า ในสิ่งที่เรากลับมาทำงานแล้วมันเป็นยังไง ผมว่าคนก็ยังจะดูในเรื่องของงานที่เราทำอยู่ ว่ามันมีคุณภาพมากน้อยขนาดไหน“

แต่ที่หลายคนบอกว่าพี่ติ๊กไม่เปลี่ยนไปเลย หน้าก็ยังเหมือนเดิม ยังหล่อเหมือนเดิม? ”ผมว่าเป็นภาพลวงตาครับ“

หลายๆ คนว่าพี่ติ๊กก็ยังเป็นพี่ติ๊กเหมือนเดิม?
”ขอบคุณมากครับ ผมว่าช่างแต่งหน้าแต่งหน้าได้ดีครับ ต้องมาดูสภาพตอนเช้าที่เพิ่งมากองถ่าย“

เข้าป่าเราก็ยังดูหล่ออยู่ เข้าป่าเราแต่งหน้ามั้ย หรือไม่แต่งเลย?
”ถ้าเข้าป่าไม่ได้แต่งหน้าครับ“

หล่อหน้าสด ตื่นมารับธรรมชาติแต่แรกเลย?
”เราพยายามหาแสงสวยๆ ครับ“

มีทริกบอกมั้ยฮะ เผื่อเอาไปใช้บ้าง?
”ถ้าจะเอาแบบมุกก็คือ ผมหน้าแก่แต่เด็กครับ“

วิธีการดูแลของพี่ติ๊กในวัยนี้?
”ผมคิดว่าสิ่งง่ายๆ นะครับ เราจะไม่ทำลายตัวเองด้วยการเอาอะไรบางอย่างที่มันเป็นโทษต่อตัวเองเข้าสู่ร่างกาย ผมว่าอันนี้คือประการที่สำคัญนะครับ มลภาวะมลพิษต่างๆ ที่มันมาในหลายๆ รูปแบบ แต่ว่าบางทีมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็เวลาผมเข้าสู่ในพื้นที่ธรรมชาติ ผมมีความสุข ผมว่าอาจจะเป็นสิ่งนี้ก็ได้ครับ ถ้าเรามีความสุขกับอะไรบางอย่าง แล้วเรามีแรงบันดาลใจ มันทำให้เราไม่เครียด ก็จะทำให้เรารู้สึกว่ารีเฟลกต่อสุขภาพร่างกายด้วย แต่ว่าไม่ใช่ว่าผมจะเป็นแบบนี้ตลอดไป มันก็จะมีช่วงที่ผมโทรม ทำงานเยอะๆ แต่ถ้าเกิดว่าช่วงไหนที่เราจะต้องพบปะหรือว่าออกสื่อหรือต้องทำงาน ผมว่าก็ต้องดูแลตัวเอง“

ส่องกระจกพี่ติ๊กเคยรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมหน้าเราไม่เปลี่ยนเลยไหม?
”เปลี่ยนครับ คือตัวเราเองรู้ว่ามันเปลี่ยนครับ แล้วก็ยิ่งได้ทำงานกับน้องๆ น้องช่วยพัฒนาหน้าให้มาเท่าพี่หน่อยได้มั้ย พี่ไม่รู้จะลดยังไง“

อย่างเรื่องนี้ก็ 35 ปี (อายุตัวละคร)?
”คือนิยามของ 35 ปีเพิ่งจะทราบข้อมูลนะครับ คือตอนที่เจอพี่แน็ตผู้กำกับเขาก็บอกว่าไม่เป็นไร เป็นติ๊กในรุ่นนี้แหละ เพราะว่าติ๊กผ่านมาแล้วหลายพันปี เกิดแล้วเกิดอีก ตายแล้วก็เกิดมาใหม่ ก็ยังคงหน้าแบบนี้แหละ แต่ว่าผมบอกว่าพี่แน็ตต้องรีบถ่ายนะ เพราะว่าปีหน้ามันอาจจะแก่ไปกว่านี้ เอาให้เสร็จภายในปีนี้นะ เดี๋ยวหน้าเปลี่ยน“

เรารักธรรมชาติ เรื่องหาหมอมีส่วนมั้ย เติมแต่ง?
”คือผมว่าถ้ายุคสมัยนี้นะครับ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าเกิดว่าเราจะดูแลตัวเอง เป็นสิว ทำอะไรหลายๆ อย่าง คือผมว่าก็มันแล้วแต่ความพึงพอใจของแต่ละคนที่จะสามารถทำได้“

มันสุขใจมั้ย การที่ได้ทำงานกับสิ่งที่เรารัก อยู่ในป่า?
”แน่นอนครับ มันเหมือนโชค 2 เด้ง ได้ทำงานแสดงด้วย ได้อยู่ในพื้นที่ธรรมชาติที่เราชอบด้วย คือผมว่าพอเวลาเราทำงานมันทำให้เรา พออยู่เฉยๆ แล้วมันจะหนืด พอเวลาทำงานแล้วมันจะแอ็กทีฟ ผมว่าอยากทำงานมากกว่า“

ตอนนี้พี่ติ๊กทำอะไรบ้าง นอกเหนือจากกลับมาเล่นละคร โปรเจกต์ส่วนตัว?
”นอกจากละครเรื่อง กัลปาวสาน แล้ว ก็กำลังถ่ายทำรายการเนวิเกเตอร์ ช่องไทย PBS ครับ ก็กำลังถ่ายทำอยู่ ผมคิดว่าน่าจะออกอากาศในปีถัดไป ก็คือปีหน้า“

ในฐานะที่เราคลุกคลีกับป่า ปัญหามลพิษตอนนี้มันมีปัญหากับการทำรายการของเรามั้ย?
”ปัญหาของการทำรายการจริงๆ แล้วมันมีหลายปัญหาหลายปัจจัยนะครับ แต่ปัจจัยของฝุ่นควันของมลพิษ มันก็เริ่มต้นจากการถูกทำลาย ซึ่งเราเองก็เสียใจเหมือนกันที่เราได้เห็นภาพต่างๆ เหล่านี้ เพราะว่าผมนึกออกแล้วผมก็เคยได้มีโอกาสอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้น แล้วก็ทราบดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น และมันกำลังจะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันจะมีผลกระทบหรือผลเสียอย่างไร ซึ่งมันน่าเสียใจครับ“

วิธีการแก้ปัญหาในมุมของพี่ติ๊กคืออะไร?
”โอ้โห ถ้าเป็นในเวทีเสวนาในพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่ามันอยู่ที่ระบบการจัดการเท่านั้นเองครับ เราต้องเริ่มต้นจากการจัดการที่ดีก่อน กฎบังคับกฎเกณฑ์ต่างๆ ระเบียบต่างๆ เรามีหมดนะครับ มันอยู่ที่ว่าเราจะใช้การบังคับใช้อย่างไร“

เวลาไปถ่ายรายการไม่มีปัญหาเรื่อง PM 2.5 เหรอ เดี๋ยวนี้ไปทั่วแล้ว?
“คือผมว่ามันไม่ใช่ในพื้นที่ธรรมชาติอย่างเดียว ในเมืองหลวง ในกรุงเทพฯ เราเจอมาโดยตลอด เพียงแต่ว่าคำว่า PM 2.5 ผมเพิ่งมาได้ยินเมื่อประมาณไม่กี่ปี เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เราเพิ่งนิยาม จริงๆ แล้ว เราได้เจอกับมลภาวะทางอากาศมาโดยตลอด ซึ่งมันก็มีจุดกำเนิดของมัน เราต้องไปสกัดในจุดกำเนิดของมัน ว่าจะทำยังไงดีไม่ให้เกิดมลภาวะต่างๆ ซึ่งอยู่ในเมืองเราก็เจอ เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่รู้สึกเพราะว่าเราชิน ถ้าเราได้มีโอกาสไปสัมผัสกับอากาศดีๆ เยอะๆ แล้วเราลองออกมาที่เจออากาศที่มีมลพิษ เราจะรู้สึกเลยว่ามันไม่สดชื่นเหมือนที่เราเจอ“

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน