เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ท้าทายการแสดงนางเอกสาว ‘น้ำตาล’ พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ สำหรับบท ‘ผีฟางคำ’ ในภาพยนตร์ “สาปเมือง” ที่ประกบคู่พระเอกใหม่แกะกล่อง ‘ตี๋’ บุญยเกียรติ วงค์ษาแจ่ม

อาทิตย์ใส

วันนี้เจ้าตัวได้มาพูดคุยถึงการทำงานในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว รวมถึงชีวิตการแสดงที่ผ่านมาและเป้าหมายในอนาคต อีกทั้งยังอัพเดตงานวิวาห์ หลังถูกแฟนหนุ่ม ‘ไผ่’ พาทิศ พิสิฐกุล ที่คบกันมายาวนาน 14 ปี ทำเซอร์ไพรส์คุกเข่าขอแต่งงานในทริปแสงเหนือ ประเทศนอร์เวย์

บทบาทในภาพยนตร์ “สาปเมือง”?

น้ำตาล – “เรื่องนี้ตาลรับบทผีฟางคำ ที่อยู่มา 100 กว่าปีไม่มีความทรงจำว่าตายเพราะอะไร แล้วจะมีมนุษย์คอยดูแลมาตลอด เปลี่ยนรุ่นไปเรื่อยๆ จนถึงรุ่นปัจจุบันที่เป็นเด็กโซเชี่ยล เขาก็สงสัยว่าทำไมผีตัวอื่นมีตำนาน แต่เราซึ่งเป็นผีที่เขาดูแลไม่มี เขาเลยพยายามสร้างเพจสร้างอินสตาแกรมให้ เพื่ออยากให้เราเป็นตำนาน มีหนังมีละครมารีเมกบ้าง

อาทิตย์ใส

 

แล้วก็พยายามสอนเราว่าการเป็นผีที่น่ากลัวต้องทำยังไง แต่เราทำไม่ได้ หลอกคนไม่เป็น เขาก็จะเอาหนังผีเรื่องต่างๆ มาให้เราก๊อบปี้ บ่าวของเราในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นพี่สไปรท์ (บะบะบิ) น้องจอห์น (ณัฎฐโชติ) พี่แอน (ผ่องพรรณ) ก็จะสอนว่า ผีจูออนต้องคลานแบบนี้ ผีไทยต้องรำ เปิดเรื่องผีต่างๆ ให้เราดู เราก็พยายามทำตาม แต่ไม่มีใครกลัวเราสักคนเลยค่ะ”

ตัวละครต้องไปหาคำตอบรื่องการตาย?

น้ำตาล – “ใช่ค่ะ ต้องหาคำตอบว่าเราตายเพราะอะไร และเราก็คิดว่าการที่เราอยู่มาตรงนี้ ทุกคนมีคู่หมด ทำไมเราไม่มี เราฝังใจว่าคนที่เป็นคู่เราจะต้องมีปานก้นหอยอยู่ที่คอ ซึ่งพระเอก (ตี๋ บุญยเกียรติ) มีพอดี เลยคิดว่าคนนี้แหละคือคู่ของเราแน่นอน สุดท้ายมันไม่ใช่ปาน แต่เป็นแทททู เราก็เสียใจ ในเรื่องมีความน่ารัก โรแมนติกคอมเมดี้เยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นเราที่จีบเขา เพราะเราอยู่มา 100 ปี มุกเราอาจจะไม่เท่าเด็ก Gen Z สมัยนี้ เป็นฟีลหลอกหมาเด็กค่ะ”

อาทิตย์ใส

ร่วมงานกับ ตี๋ บุญยเกียรติ เป็นยังไงบ้าง?

น้ำตาล – “น้องน่ารักมาก ตอนรู้ว่าจะได้ร่วมงานก็ไปเสิร์ชดู อ๋อ เขาเป็นนักฟุตบอลชื่อดัง วัยตี๋ใกล้เคียงกับน้องชายตาล เลยจูนกันง่าย และเป็นคนเหนือเหมือนกัน อู้กำเมือง คุยกันง่ายมาก บทของตี๋หนักมากนะคะ เพราะเขามีปมในชีวิตเยอะที่สุดในเรื่อง อารมณ์ซับซ้อน ต้องเศร้าซึมเกือบทั้งเรื่อง เขาเล่นน้อยแต่ได้มาก ดราม่าเก่งมาก ตาลเห็นแววตั้งแต่วันเวิร์กช็อปแล้วว่าน้องมีของ น้องก็มีมาขอคำแนะนำมาคุยบ้าง โดยเฉพาะซีนกุ๊กกิ๊ก หรืองานภาพยนตร์ที่ยากกว่าซีรีส์ เพราะหนังมักใช้กล้องเดียว ต้องถ่ายดราม่าซ้ำหลายเทกเพื่อเก็บหลายมุม ตี๋เคยถามว่าทำไมเทกหลังๆ รู้สึกไม่เท่าเทกแรก ตาลก็บอกว่าต้องรีเซ็ตใหม่ทุกครั้ง ซึ่งเรื่องแรกมันยากอยู่แล้ว”

อาทิตย์ใส

ตัดสินใจนานไหมกว่าจะรับเรื่องนี้?

น้ำตาล – “ไม่นานค่ะ เพราะเคยร่วมงานกับพี่ค็อป (ผู้กำกับฯ) ตั้งแต่เรื่อง ส้มป่อย จริงๆ คุยโปรเจ็กต์นี้มา 3-4 ปีแล้วกว่าจะลงตัว พอเขาติดต่อมาเราก็ขออ่านบทก่อน เพราะไม่อยากให้คาแร็กเตอร์ซ้ำ พออ่านแล้วชอบมาก บททันสมัย เชื่อมโยงกับยุคโซเชี่ยลที่ผีต้องทำคอนเทนต์ มันท้าทายว่าเราจะทำให้คนดูเชื่อว่าเป็น ฟางคำ โดยไม่ติดภาพ ส้มป่อย ได้ไหม”

โลเกชั่นที่ถ่ายมีความน่ากลัวไหม?

น้ำตาล – “มีไปถ่ายที่ป่าช้าจริงๆ ในป่า และบ้านเก่าอายุหลายสิบปี แต่ไม่มีใครโดนผีหลอกนะ เพราะเราถ่าย 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้ พอจะกลับไปนอนพระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว ผีตามมาหลอกไม่ได้ค่ะ (หัวเราะ) แต่มีเรื่องเหลือเชื่อคือ บ้านพระเอกในเรื่อง คุณยายเจ้าของบ้านที่เสียไปเคยสั่งลูกหลานว่าอย่าเพิ่งรื้อหรือขายบ้านนะ เดี๋ยวจะมีคนมาถ่ายหนัง ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครเชื่อเพราะบ้านอยู่ไกลเมืองมาก แต่สุดท้ายกองเราก็ติดต่อเข้าไปจริงๆ เหมือนคุณยายรู้อนาคตเลยค่ะ”

อาทิตย์ใส

บทบาทนี้ให้อะไรใหม่ๆ กับเราไหม?

น้ำตาล – “เป็นหนังผีเรื่องที่ 2 ของตาลค่ะ เรื่องแรก ผมอาถรรพ์ แนวน่ากลัว อาฆาต แต่ฟางคำมีหลายมิติ ไม่ได้แค่โก๊ะกัง แต่มีปมชีวิต ซับซ้อนทางอารมณ์ ตาลดีไซน์ตัวละครกับผู้กำกับฯเยอะมาก อยากให้ดูเป็นผีผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ พาร์ตดราม่าตาลทุ่มสุดตัวมาก ร้องไห้จนเส้นเลือดแตก ตาลเป็นคนเส้นเลือดฝอยเยอะและผิวบาง วันนั้นถ่ายซีนร้องไห้หนักตั้งแต่เย็นถึงเช้า ต้องนอนร้องแล้วก็กรีดร้องด้วย ความดันเลยสูงจนเส้นเลือดฝอยที่หน้าแตก กองถ่ายตกใจจะให้ไปโรงพยาบาล แต่ตาลบอกว่าไม่เป็นไร เพราะเคยเป็นตอนโดดบันจี้จัมพ์ หรือตอนเล่นละครที่ต้องห้อยหัว ประมาณ 3 วันก็จางไปค่ะ”

ทุกวันนี้ยังตื่นเต้นกับการแสดงอยู่ไหม?

น้ำตาล – “ตื่นเต้นทุกเรื่องค่ะ เวลาได้บทมาจะตื่นเต้นว่าจะดีไซน์ยังไง เดี๋ยวนี้โชคดีที่มีเวิร์กช็อปทำให้เห็นตัวละครไป 50% แล้วค่อยไปเติมหน้างานอีก 50% ตาลเป็นคนชอบเรียนการแสดงมาก ถ้ากองไม่ส่งไปตาลก็แอบไปเรียนเอง มองว่าการเรียนคือการเติมไฟและรีเซ็ตตัวเองใหม่ ครูจะช่วยดึงสิ่งที่เรามีออกมาใช้ และช่วยไม่ให้เราติดกับดักการแสดงแบบเดิมๆ”

อาทิตย์ใส

อยู่วงการมา 10-11 ปีแล้ว เคยมีช่วงหมดไฟบ้างไหม?

น้ำตาล – “เอาจริงๆ ตาลไม่ค่อยหมดไฟในเรื่องการแสดง เพราะชอบการแสดง เหมือนเป็นกำไรชีวิตที่เราได้เปลี่ยนอาชีพเปลี่ยนฐานะไปเรื่อยๆ ได้ทำอาชีพต่างๆ ที่ไม่คิดว่าจะได้เป็น เช่น หมอ ตำรวจ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของนักแสดง ยิ่งยุคนี้ถ้าต้องเล่นเป็นทนายก็จะได้ไปสังเกตการณ์จริงๆ หรือเล่นเป็นนักแข่งม้าก็ต้องไปเรียนขี่ม้าจริงๆ ถือเป็นกำไรที่เราได้ทำอะไรแบบนั้น เลยไม่รู้สึกหมดไฟ และแฮปปี้กับอาชีพนี้มาก การเป็นนักแสดงเรามีความสุขเวลาที่ตัวละครออกไปแล้วเป็นที่จดจำ ไม่ว่าจะเป็นตัวดีหรือตัวร้าย แค่คนจำตัวละครได้ก็มีความสุขมากแล้วค่ะ”

ช่วงหลังๆ เริ่มรับบทบาทที่หลากหลาย ไม่ยึดติดบทนางเอกอย่างเดียว?

น้ำตาล – “เมื่อก่อนจะมีคนบอกว่าอย่าเพิ่งรับบทแม่ บทผี หรือบทร้าย ให้เป็นนางเอกไปยาวๆ แต่สำหรับเรารู้สึกว่าช่วงอายุเรามีจำกัด ถ้าเราไปเล่นร้ายตอนอายุมากแล้ว ก็อาจต้องเป็นแม่ของนางร้ายอีกที แต่อันนี้คือเราอยากเล่นร้ายตอนนี้เลย อยากรู้ขีดจำกัดตัวเอง การเป็นนางเอกไม่มีทางได้กรีดร้องหรือตบตีใครขนาดนั้น แต่ที่อยากเล่นไม่ใช่เพราะชอบความรุนแรงนะ แต่ชอบการหาแก่นของตัวละครว่าคนที่ไม่ดีหรือฆาตกรเขามีมุมมองยังไง”

อาทิตย์ใส

วางเป้าหมายในวงการหลังจากนี้ไว้อย่างไร และคิดเรื่องเกษียณบ้างไหม?

น้ำตาล – “ถ้ายังมีคนจ้างก็ยังเล่นอยู่ แต่จะเริ่มคัดบทมากขึ้น อะไรที่เคยเล่นมาแล้วคาแร็กเตอร์ซ้ำเดิมอาจจะไม่รับ อยากเล่นดราม่าหรือคอมเมดี้ในรูปแบบที่ต่างออกไป หรือถ้าเป็นผีก็ต้องเป็นผีอีกแบบที่ท้าทายตัวเอง ส่วนเรื่องเกษียณ ไม่แน่ใจว่าถ้าแต่งงานมีลูกแล้วมุมมองจะเปลี่ยนไหม แต่ตอนนี้ยังแฮปปี้อยากเล่นอยู่ สิ่งที่อยากเล่นมากที่สุดก่อนเกษียณคือ ฆาตกรต่อเนื่อง เพราะชอบแนวสืบสวนสอบสวนมาก อยากรู้แรงจูงใจของเขา ซึ่งนางเอกคงไม่ได้เล่นบทนี้แน่ๆ”

อาทิตย์ใส

อาทิตย์ใส

แพลนงานแต่งถึงไหนแล้ว หลังถูกพี่ไผ่เซอร์ไพรส์ขอแต่ง?

น้ำตาล – “ยังไม่ได้แพลนอะไรเลย กำลังรอให้ครอบครัวทั้งสองฝ่ายมาเจอกันก่อน ถ้าทันปีนี้ก็ทัน ถ้าไม่ทันก็อาจเป็นต้นปีหน้า เพิ่งรู้ว่าคนแต่งงานเขาแพลนกันล่วงหน้าเป็นปี ฤกษ์ดีๆ เดือนหนึ่งมีแค่ไม่กี่วัน

สถานที่และธีมงานหลักๆ จัดที่ภาคเหนือ เป็นงานเล็กๆ อบอุ่นในครอบครัว แต่ตอนนี้เริ่มไม่ค่อยเล็กแล้ว กลายเป็นว่าเพื่อนๆ ทุกคนอยากไปเห็นประเพณีทางภาคเหนือ ส่วนที่กรุงเทพฯ อาจจะเป็นงานเลี้ยงอย่างเดียว ต้องรอผู้ใหญ่คุยกันอีกที

อาทิตย์ใส

อาทิตย์ใส

ตาลไม่อยากให้เกินปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า เพราะอายุพี่ไผ่ก็ 42 แล้ว ส่วนตาลก็ 35 เรื่องลูกถ้าแต่งแล้วอยากมีเลย อยากมีสัก 2 คน อยากให้เขามีพี่น้องไว้ปรึกษากันเหมือนเรากับน้องชายค่ะ”

เคล็ดลับรักยาวนาน 14 ปีคืออะไร?

น้ำตาล – “ปรับตัวเยอะมากนะ เพราะเราห่างกัน 9 ปี ช่วงแรกไม่เข้าใจกันเยอะ แต่พี่ไผ่มองเราด้วยความเข้าใจว่าเคยผ่านวัยรุ่นแบบนี้มา พอคบไปนานๆ เราก็เย็นตามเขา มองโลกในแง่ดีตามเขา เราใช้ความเข้าใจ ให้อภัยกันให้ไว และไม่มองแฟนเป็นศัตรูที่ต้องเอาชนะค่ะ”

กัณฑมาศ ธรรมณี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน