หลังส่งภาพยนตร์ “เขากะลา” (Khao Kala) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความเชื่อ ต่างดาว ความลึกลับของสิ่งมีชีวิตนอกโลก จากเรื่องเล่าของ 9 คนดัง มาให้แฟนๆ ท้าพิสูจน์แล้ว ‘ยังเติร์ก’ ธนเดช รามสมภพ ผู้กำกับฯ ก็ได้มาเล่าถึงเบื้องหลังการทำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวให้ฟัง

♦จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ เขากะลา เกิดขึ้นได้ยังไง?
ยังเติร์ก – “มาจากเรื่องราวที่เราอยากนำเสนอ ผมมีไอเดียว่าจะพูดถึงเขากะลาในเชิงไหนดีให้น่าสนใจ และมองว่าเขากะลาไม่ใช่เรื่องความเชื่อแค่อย่างเดียว มันคือเรื่องของ UFO ที่เป็นสากลด้วย แต่สิ่งที่ยากคือมันเกิดขึ้นใน Southeast Asia ซึ่งคนแถบนี้ไม่เชื่อเรื่องนี้ แต่ถ้าเป็นเรื่องผี เรื่องพญานาค เขาสื่อสารและเชื่อกัน”

♦ความน่าสนใจของมันคืออะไร?
ยังเติร์ก – “คือเราเอาเขากะลาสถานที่ที่ติด 1 ใน 10 ของ UFO Sightseeing ของโลกมานำเสนอ แต่ทำไมคนไทยไม่รู้ แปลกที่สุดคือเขากะลาเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว ทั้งที่ถ้ามองในแง่การท่องเที่ยวมันควรถูกนำมาเป็น Soft Power แต่กลับเงียบ และไม่ใช่แค่ไม่เป็นที่ท่องเที่ยวธรรมดานะ แต่เป็นที่รกร้าง จะขึ้นไปต้องขออนุญาตป่าไม้”

♦รูปแบบการนำเสนอเป็นยังไง?
ยังเติร์ก – “ลงตัวสุดคือ New Age Mystery Documentary มีการเล่าเรื่องผ่านทำนอง Cinematic แบบหนัง แต่ตัดสลับด้วยเรื่องราวของคนที่เจอเหตุการณ์จริง เหมือนสารคดีจากเรื่องจริง โดยสอดแทรก Visual Effect ที่ได้บริษัทระดับโลกที่เคยทำ Doctor Strange, Spider-Man, Alien: Covenant มาทำให้ และ Footage ได้ดูเหตุการณ์ของผู้มีชื่อเสียงแต่ละคนที่เราสัมภาษณ์
เรื่องนี้มี 9 เหตุการณ์ที่เป็นเรื่องเล่าของ 9 คนดัง ได้แก่ ก้อง ห้วยไร่, อาร์ เดอะสตาร์, น้ำชา ชีรณัฐ, ปราง ปรางทิพย์, ดิว เดอะสตาร์, ท๊อฟฟี่ สามบาทห้าสิบ, ต้อง คาราเมล, ดร.สุรัตน์ วงศ์รัตนภัสสร และ หลวงปู่โทน สุทธจิตโต

อย่างเรื่องของก้องเกิดขึ้นที่สกลนคร ไร่อีหลีน่า คนแถวนั้นอาจเรียกว่าอมนุษย์ ผีปู่ผีย่า หรือผีกระสือ แต่ก้องบอกว่าเขาเห็นกับตาว่ามันคือมนุษย์ต่างดาวที่ออกมาจากต้นไม้ เขาเคยโพสต์เรื่องราวเหล่านั้น แล้วมีคนมาคอมเมนต์ว่าเดี๋ยวพี่ก้องก็หาย ไหวมั้ย ผมเข้าใจได้ว่าทุกคนมีความรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องไกลตัว นั่นแหละมันเป็นสิ่งที่เราอยากเล่าว่าคนดังเขาก็เจอ ซึ่งทุกคนมีประสบการณ์กับมันได้ คนที่เผชิญหน้าหนักๆ หลักๆ คือ น้ำชา หลวงปู่โทน ต้อง รวมถึง ปรางทิพย์ ที่เขาสื่อสารกับต่างดาว มีเรื่องราวฝันซ้อนฝัน และเห็นสิ่งที่มีแสงเรืองรองสีฟ้าๆ ในตัว ทุกคนกล้าพูด เพราะเขาเจอจริงๆ”

♦คนที่มาเล่าแสดงเองด้วยไหม?
ยังเติร์ก – “เราให้เกียรติถามเขาก่อนว่าอยากเล่นเองไหม ปรากฏทุกคนบอกจะเล่นเองหมดเลย ทั้ง อาร์ ก้อง ดิว ต้อง ส่วนปรางตอนแรกจะเล่นเองแต่คิวไม่ได้ เลยให้น้องธิชา มาเล่นแทน ส่วนคนสุดท้ายที่ตอบตกลงคือน้ำชา เขาคิดหนักอยู่ 3 เดือน ผมเข้าใจว่าน่าเป็นเรื่องภาพลักษณ์และครอบครัวด้วย การพูดแบบนี้มันเป็นดาบสองคม ไม่ใช่คนจะมาชื่นชมหรอก โดนแสงลักพาตัวเนี่ย แต่สุดท้ายเขาก็โทร.มาบอกว่าจะเล่นเอง ซึ่งเราดีใจมาก เพราะเรื่องของเขาสำคัญมาก”

♦หนังเรื่องนี้ทำขึ้นมาเพื่อให้คนเชื่อหรือเปล่า?
ยังเติร์ก – “นี่คือคำถามที่ดีมาก ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เชื่อ ผมทำหนังเรื่องนี้โดยที่ตัวเองไม่เชื่อ แต่พี่ท๊อฟฟี่เขาเชื่อ นี่คือส่วนผสมที่ลงตัว พอคนหนึ่งไม่เชื่อแต่อีกคนเชื่อ เวลามาโต้แย้งกันมันสนุก พี่ท๊อฟฟี่ในฐานะโปรดิวเซอร์กล้าที่จะให้พื้นที่ผมทำออกมาให้ดีที่สุดโดยไม่บังคับว่าต้องทำให้คนเชื่อ แล้วถ้าผมจะเชื่อว่าจริงคือผมต้องพิสูจน์เอง

ผมเคยไปนอนที่เขากะลาตรงองค์พระ มองบนฟ้า พี่ท๊อฟฟี่บอกว่ามาแล้วๆ ลำนี้ใช่แน่นอน ด้วยความทะลึ่งของผมก็เอาแสงเลเซอร์จี้เข้าไปที่สิ่งนั้น ปรากฏมันหลบเลเซอร์ได้ ตอนนั้นก็ยังสงสัยว่าเลเซอร์มันขึ้นไปถึงเหรอทำไมมันถึงรู้ ผมจี้อีกก็หลบอีก ถ้าเป็นดาวเทียมมันต้องไปทิศเดียว แต่นี่มันวิ่งสลับทิศไปมาและหลบเลเซอร์ ตอนนั้นขนลุกเลย”
♦อยากให้คนดูได้อะไรจากหนังเรื่องนี้?
ยังเติร์ก – “หลักๆ อยากให้ดูด้วยความสนุกและเพลิดเพลินก่อน ผมว่าการเปิดใจสำคัญ ลองมาดูสักหน่อย แต่ทั้งหมดทั้งมวลอยากให้คนดูเข้าไปดูสิ่งที่เราตั้งใจทำในพื้นฐานของความบ้า เราตั้งใจทำ Visual Effect กล้าพูดว่ามันสมจริงที่สุดเท่าที่ประเทศไทยจะทำได้ ณ เวลานี้ครับ”