“ณเดชน์” เคลียร์ดราม่าไรเดอร์ถ่ายคลิปถึงบ้าน มองเป็นบทเรียนร่วมกัน ยันไม่ฟ้อง ชี้ไม่มีใครผิดใครถูก ขออภัยแต่ต้องปกป้องพื้นที่ส่วนตัว
ณเดชน์ คูกิมิยะ เปิดใจครั้งแรก หลังเกิดดราม่าไรเดอร์ถ่ายคลิปรับตนขึ้นรถไปส่งจนเห็นเส้นทางถึงบ้าน เผยเข้าใจและเห็นใจไรเดอร์ที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันไม่คิดฟ้องร้อง เพราะมองว่าเป็นความผิดพลาดจากความไม่รู้ของทั้งสองฝ่าย พร้อมหวังให้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการทุกคน โดยเฉพาะผู้หญิง รวมถึงอยากให้บริษัทไรเดอร์สร้างความรู้และแนวปฏิบัติที่ชัดเจนแก่พนักงานในอนาคต

เรื่องไรเดอร์เป็นยังไงบ้าง?
“จริงๆ ก็สงสารพี่เขาเหมือนกันนะ เพราะกระแสสังคมก็ค่อนข้างที่จะไปกระทบกับพี่เขาก็ต้องขออภัยพี่เขาด้วย แต่ว่าเราเองก็ต้องปกป้องพื้นที่ของเราด้วยเหมือนกัน เอางี้ดีกว่าครับ จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าพี่ ๆ ไรเดอร์ทุกคนคงดีใจที่ได้มีโอกาสได้เจอเรา แต่ว่ามันไม่มีกฎหมาย หรือไม่มีขอบเขตที่ทำให้แม้กระทั่งผมหรือพี่ตัวเขาเองเข้าใจว่าอะไรคือข้อจำกัดหรือขอบเขตใช่ไหมครับ ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกครับ คือเราต่างคนต่างไม่ได้ปกป้องกันและกันเอง
เพราะฉะนั้นสิ่งนึงที่เราเลือกที่จะทำแบบนั้นโดยการที่ให้ผู้จัดการไปบอก เพราะว่าเราต้องการที่จะเรียกว่าเป็นบทเรียนให้กับตัวเราเองแล้วก็กับพี่ไรเดอร์ แล้วก็คนอื่น ๆ อีกหลาย ๆ คน
จริงๆ ทุกวันนี้พี่ๆ เวลาผมเดินทางไปไหนเขาก็ยังถ่ายได้ครับ แต่ว่าอาจจะเป็นความผิดพลาดจริงๆ ที่พี่เขาดันไปลงคลิปที่ยาวจนไปตั้งแต่รับจนไปถึงบ้าน ซึ่งมันก็มีความไม่ปลอดภัยภัยกับตัวผมและคนที่อยู่ในบ้านของผมด้วยแค่นั้นเอง เรารู้สึกว่ามันค่อนข้าง Sensitive แต่จริงๆ แล้วเรื่องของการมีกล้องติดรถมันเป็นเรื่องปกตินะครับ
แต่ผมเชื่อว่าการที่เราแจ้งให้กับลูกค้าทราบก่อนน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือว่าเขาอาจจะถามผมก่อนก็ได้ว่าขอเอาไปลงได้ไหม หรือว่าจะไปลงแบบไหนอะไร ผมว่าการที่เรามีโอกาสได้ชี้แจงกันตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในตอนนี้”
ในตอนนั้นคือไม่รู้เลย?
“ก็เห็นว่าพี่เขามีกล้องติดอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร เพราะส่วนใหญ่เหมือนคนที่เขาจะถ่ายเขาก็ถ่ายภาพนิ่งกัน ในประสบการณ์ผมส่วนใหญ่จะเป็นภาพนิ่ง แต่จริงๆ แล้ววิดีโอกับไรเดอร์นี่จริงๆ เขาต้องมี เพราะว่าเขาต้องปกป้องตัวเขาด้วยไงครับ ใช่ไหมครับ อุบัติเหตุเอย ลูกค้าเหวี่ยง ลูกค้าวีน มันคือเหตุการณ์นี้มันไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกจริงๆ ครับ คือมันเป็นบทเรียนที่เราทั้งคู่นะครับ แล้วก็สังคมได้เรียนรู้พร้อมๆ กัน”

แต่เคสนี้คนก็มองว่าไม่ควรถ่ายแบบนั้น แล้วเรื่องความปลอดภัย เพราะเป็นพื้นที่กลับบ้านตัวเรา มุมเนี้ยที่คนหลายๆ คนเป็นห่วงเรา เรายังไงบ้าง?
“ก็ขอบคุณครับที่เป็นห่วงตรงนี้ แต่ว่ามันคือความไม่รู้ของทั้งสองคนครับ จริงๆ ถ้าผมเห็นกล้องผมอาจจะคิดได้ พี่ครับนี่ถ่ายวิดีโอจะไปลงหรือเปล่า ถ้าลงนี่ฝากอย่าเห็นบ้านผมได้ ผมก็ต้องมีไหวพริบตรงนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ผมกำลังรู้สึกว่าเราอาจจะเคยชินมากๆ มั้งครับ เราเลยรู้สึกว่าเราไม่ได้ปกป้องตัวเองด้วยครับ”
เข็ดไหมพอโดนแอบถ่ายแบบนี้?
“ไม่เลย เรามีความรู้สึกเลยว่า ต่อไปนี้คนน่าจะกลัวเราแน่ๆ คนไม่กล้าถ่ายรูป ไม่กล้าเจอเรา”
แต่พี่แบร์ขึ้นไรเดอร์บ่อย?
“ใช่ครับ ผมอดใจไม่ไหวกับการขับรถในกรุงเทพฯ มากขนาดนั้น ผมอยู่แถวสุขุมวิทรถติดมากครับรู้สึกว่าการที่เดิน หรือว่านั่งวินมอเตอร์ไซค์ เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันเป็นทางออกที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งเราก็เจอพี่ไรเดอร์เป็นประจำ บางทีไม่ได้รับก็จอดถ่ายรูป”
แต่หลายคนมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเคสตัวอย่าง?
“ผมว่าก็คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บริษัทไรเดอร์ทุกๆ ที่ อาจจะต้องมีการตระหนักถึงตรงนี้กับพี่ๆ ไรเดอร์หลายๆ ท่านด้วย เพราะว่าคือแต่ละคนเขาก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องกฎหมายด้วยครับ ผมเองก็ไม่รู้หรอกครับกฎหมายอะไรเงี้ย เพราะฉะนั้นการ Acknowledge ในเรื่องกฎหมายมาตราต่างๆ นี้เป็นสิ่งนึงที่บริษัทควรที่จะทำให้กับบุคลากรของตัวเองด้วย”
ญาญ่าเป็นห่วงเรามั้ย?
“ไม่เลยครับ ผมตัดสินใจแทนทุกอย่างเลยครับ ไม่ให้ไปถึงน้องต้องตัดสินใจเลยครับ”
หลายคนกังวลว่าแบร์จะฟ้องเขาไหม?
“ไม่ๆ ไม่ฟ้อง ไม่มีทาง ไม่มีทางครับผม ไม่มีทางจะฟ้องร้องในความผิดพลาดของเราทั้งคู่ครับ มันคือความผิดพลาดของเราทั้งคู่ มันไม่ใช่ความผิดพลาดของคนใดคนนึงครับ มันเป็นการที่เราทั้งสองคนไม่รู้เลย ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปฟ้องร้องเขา ไม่จำเป็นต้องฟ้องร้องด้วยซ้ำ”
หวังว่าจะเป็นบทเรียนไหม เพราะว่าเคสนี้มันก็จะได้เซฟคนอื่นด้วย?
“เป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะว่าผมเป็นผู้ชายครับ มีอะไรผมยังชกต่อยถีบได้ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงอันตรายนะครับ ถ้าสมมุติว่าผู้หญิงไปใช้บริการแล้วมันมีเรื่องแบบที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ปลอดภัยจริงๆ”
จริงๆ คือถ้าบอกกันก็ไม่มีปัญหา?
“ใช่ครับ เพราะว่าอย่างนึงคือเวลาเราชี้แจงแล้วรู้สึกว่าเราสบายใจไงครับ เราได้รับฟังข้อมูลแล้วรู้สึกว่าเราสบายใจ กำแพงหรือความรู้สึกกลัวมันจะน้อยลง”
หลังจากนี้จะถ่ายแบร์ได้มากแค่ไหน?
“ผมว่าเรากลับมาสู่ความเป็นปกติเหมือนเดิมครับ คืออย่าไปแบบจริงจังอะไรกับกับเรื่องนี้มากขนาดนั้นเลย เพราะว่าผมเชื่อว่าบทเรียนครั้งนี้น่าจะกระจายไปในทุกๆ พื้นที่ในสังคมแล้ว เราก็กลับมาใช้ชีวิตกันปกติแบบที่ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง คุณเจอผมได้ ผมก็เจอคุณได้ มีความสุขกันแค่นั้นเองครับ เป็นเพื่อนร่วมทางกัน แนะนำพูดคุยเรื่องสิ่งดีๆ ด้วยกันได้ครับ”.