โคจรเจอกันครั้งแรกในภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ แนวโรแมนติก-ดราม่าเรื่อง “Her In Frame เธอในภาพนั้น” สำหรับหนุ่มมากความสามารถ ‘ต่อ’ ธนภพ ลีรัตนขจร กับสาวน้อยฝีมือคุณภาพ ‘ลีน่า’ ลลินา ชูเอ็ทท์

อาทิตย์ใส

วันนี้ทั้งคู่ได้มาพูดคุยถึงบทบาทการแสดงและการได้มาร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว

เสน่ห์อะไรในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ทำให้ทั้งคู่รับเล่น?

ต่อ – “ผมตามหาโปรเจ็กต์ที่เป็น Love Story ที่ผมได้เป็นมนุษย์ปกติครับ คือไม่ใช่ว่าเรื่องก่อนหน้าที่ผ่านมาเราไม่ปกตินะ แต่ทุกคนที่เคยเห็นงานเรา จะรู้ว่าพอเห็นหน้าเรามันจะต้องคิดว่า มันจะต้องมีกิมมิกอะไรหรือเปล่า ซึ่งผมเริ่มอยากลบภาพแบบนั้น มันจะได้กลับไปเดาทางไม่ได้

แต่ผมไม่ได้เบื่อดราม่านะครับ แค่ยังอยากลองอะไรแบบนี้อยู่บ้าง จริงๆ คำว่าดราม่าส่วนตัวไม่ใช่การร้องไห้ แต่ดราม่าของผมมันคือชีวิต เรื่องนี้ก็คือดราม่าอย่างหนึ่ง แต่แค่ไม่ได้จำเป็นว่าดราม่าต้องเท่ากับเศร้าเสมอไป อีกอย่างเหมือนเราโตขึ้นแล้วเหลี่ยมการแสดงมันน่าจะเปิดกว้างขึ้นครับ”

ลีน่า – “ส่วนลีน่า อย่างแรกคือเนื้อเรื่อง หนูเป็นสายหนังโรแมนติกดราม่าอยู่แล้ว ชอบดูหนังประเภทความรักอะไรที่มันดูเรียบง่ายแต่มีอะไร อย่างที่สองคือสตอรี่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความรักของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง รู้สึกว่าเป็นหนังที่มีคุณค่าด้วยเนื้อเรื่องและแรงบันดาลใจของหนังเรื่องนี้ เลยอยากรับเล่นค่ะ”

อาทิตย์ใส

ต่อ – “เรื่องนี้มีแรงบันดาลใจมาจากความรักของในหลวงรัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระพันปีฯ ยิ่งทำให้เรารู้สึกอะไรมากขึ้น เพราะยุคผมโตมากับการได้เห็นและได้เสพเรื่องราวในยุครัชกาลที่ 9 จนมาถึงรัชกาลที่ 10 พอเราได้มารู้ผมว้าวกว่าที่คิด

แรงบันดาลใจต่างๆ ที่ถูกนำมาใส่ในเรื่องนี้ เผอิญผมมีโอกาสได้เจอพี่ที่เขียนบทด้วย Element ที่เขาเอามา สำหรับผมในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ผมว่าความรักนี้พิเศษและโรแมนติกในแบบที่ไม่จำเป็นต้องพยายามจัดวางให้โรแมนติกเลย ผมเลยมองว่าสิ่งนี้น่าสนใจ บวกกับสิ่งที่บอกว่าผมตามหา Love Story เพราะ ณ วันนี้ผมรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่มันไม่มีวัฒนธรรมพรมแดนกั้นคือคำว่า Love เราไม่ต้องมานั่งอธิบายให้กับวัฒนธรรมประเทศอื่น เพราะเดี๋ยวนี้งานบ้านเราแฟนๆ ต่างประเทศก็ดูเยอะ”

บทบาทในภาพยนตร์ “Her In Frame เธอในภาพนั้น” เป็นยังไงบ้าง?

ต่อ – “เรื่องนี้ผมจะรับบทเป็นช่างภาพชื่อว่าตะวัน เป็นอีกหนึ่งคาแร็กเตอร์ที่ดีใจที่ได้มาทำ ผมว่านี่น่าจะเป็นบทที่ยิ้มเยอะสุดในชีวิตแล้วมั้ง (ยิ้ม) ผมว่ารีแล็กซ์สุด แล้วก็ดูได้ยิ้ม ผมว่ามันดูอารมณ์ดีเหมือนกัน แต่ไม่กล้าคอนเฟิร์มว่าเป็นบทที่ผ่อนคลายที่สุดตั้งแต่ทำการแสดงมาหรือเปล่า แค่รู้สึกว่าผมสบายตัวมากที่ได้เล่น”

อาทิตย์ใส

เรื่องนี้ต้องรับบท 2 คาแร็กเตอร์ ดนัย กับ ตะวัน?

ต่อ – “ใช่ครับ คาแร็กเตอร์ 2 ตัวต่างกัน เพราะถ้าใกล้กันมากจะเล่นยากเกิน เดี๋ยวแยกไม่ออกว่าคนไหนเป็นคนไหน ส่วนคาแร็กเตอร์ไหนยากกว่ากัน คิดว่าดนัยยากกว่า เพราะเขาดูโตกว่า ด้วยอาชีพเป็นนายช่างโยธา ที่คอยเดินทางไปปรับพื้นที่ตามหมู่บ้าน ที่ว่ายากคือชุดฟิตมาก แนบเนื้อสุดๆ ผมไม่เคยใส่กางเกงเดฟขนาดนี้มาก่อน ก็เลยเล่นยาก ยากที่ชุดครับ (หัวเราะ)”

อาทิตย์ใส

ลีน่าก็ต้องเล่น 2 ตัวละครเหมือนกัน กมลวรรณ กับ มินตรา ความยากง่ายเป็นยังไง?

ลีน่า – “ด้วยบีตของตัวละครทั้ง 2 ตัวจะไม่เหมือนกันค่ะ คนหนึ่งอยู่ในสมัยก่อน การพูดการใช้ชีวิตเขาก็จะช้าลง แต่มินตราหรือมิ้นท์จะเป็นสาวสมัยใหม่ที่มีความมั่นใจ มีความฉะฉาน มีแพชชั่นมากๆ กับสิ่งที่เขาทำ เวลาเล่นตัวละครในอดีตอย่างกมลวรรณเราก็ต้องพูดทุกอย่างให้ช้าลงค่ะ

อาทิตย์ใส

และเรื่องนี้เป็นการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของหนู ตอนแรกหนูไปคิดว่าการเล่นละครกับการเล่นหนังมันจะไม่เหมือนกันหรือเปล่า จะต้องแสดงออกยังไง หนูไปคิดเยอะไป แต่สุดท้ายการแสดงมันก็คือเล่นยังไงก็ได้ให้คนดูรู้สึก และตัวเราเองรู้สึกในฐานะนักแสดง มันคือการที่เรามีความรู้สึกไปกับตัวละครเหมือนกัน

แต่ความท้าทายจริงๆ น่าจะเป็นการเล่นกับพี่ต่อ ความที่เขาเป็นนักแสดงที่เก่งมาก มีวินัยมาก ทำการบ้านมาดีมากๆ เราในฐานะพาร์ตเนอร์ก็อยากจะช่วยเขา ไม่อยากให้เขาทำอยู่คนเดียว อยากเป็นซัพพอร์เตอร์ที่ดีในฐานะพาร์ตเนอร์ของเขาค่ะ”

ต่อเป็นไงบ้าง ทำงานร่วมกับลีน่า?

ต่อ – “โห๊อันนี้ระดับอาจารย์นะครับ เวลาทำงานร่วมกันมันลื่นไหลมาก สำหรับผมเปิดกว้าง ไม่ได้มีกำแพงในแง่การร่วมงานกับคนใหม่ๆ เลย ผมสนุกทุกครั้งที่ได้เจอ แต่หนึ่งสิ่งที่ดีของลีน่าคือผมได้เจอเพื่อนร่วมงานที่นิสัยดี มันคือกำไรของการทำงาน เพราะหนังเรื่องหนึ่งมันไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยคนคนเดียว ผมเชื่อแบบนั้นมาตลอด ต้องมีพาร์ตเนอร์ที่ดีไปด้วยกัน ยุคนี้ผมมองว่าความเก่งไม่ใช่เรื่องหลัก สุดท้ายใครก็เก่งได้ถ้าตั้งใจ”

อาทิตย์ใส

ลีน่า – “อาจารย์อะไรก่อน (หัวเราะ) หนูว่าพี่ต่อช่วยหนูอยู่มากๆ ในหนังเรื่องนี้ มีบางจังหวะที่หนูไม่มั่นใจในซีน หรือรู้สึกว่ายังไปไม่สุด เขาจะเป็นคนที่คอยดูแลเรา คอยถามว่าเราโอเคไหม ต้องการเขาไหม และเขาจะคอยบอกให้เราเชื่อใจเขา

ด้วยความที่การถ่ายภาพยนตร์มันใช้เวลาน้อยมาก ถ่ายกันแค่เดือนกว่าๆ เราไม่มีเวลาทลายกำแพงขนาดนั้น ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นในเวลาอันสั้นมาก เขาก็จะคอยบอกเสมอว่าให้เชื่อใจเขาแล้วเขาจะพาหนูไป ได้ยินแล้วค่อนข้างประทับใจ การที่เรามีพาร์ตเนอร์ที่เขาไม่ทิ้งเรา เขากำลังช่วยเราและพาเราไปด้วยกัน อันนี้ขอชื่นชมพี่ต่อมากๆ ค่ะ”

เวลาเข้าซีนด้วยกันมีฉากหวานเยอะไหม?

ต่อ – “มีหวานครับ แต่ไม่มีการหวานประดิษฐ์ อีกหนึ่งสิ่งที่ดีมากของเรื่องนี้คือพี่กู่ (เอกสิทธิ์ ตระกูลเกษมสุข) ผู้กำกับฯไม่ได้พยายามผลักดันให้เกิดอะไรที่ไม่ธรรมชาติเกิดขึ้น ส่วนใหญ่ความสวยงามจะเป็นความละเอียดในแง่ของเซ็ต สถานที่ที่เราไป แต่สุดท้ายนักแสดงเราจะรู้สึกฟีลกู้ดทุกครั้งที่ผู้กำกับฯไม่ได้มานั่งกำหนดท่าทางในการเล่น ส่วนความจิ้นเนี่ย อันนี้ถามนักแสดงยาก เพราะความจิ้นมันเกิดจากคนดู แล้วผมเองไม่ค่อยได้ทำงานในแบบที่ตั้งใจหรือยัดเยียดให้คนเกิดความรู้สึกแบบนั้น ฉะนั้นเราก็ทำในแบบของเรา”

อาทิตย์ใส

คิดว่าคนที่เข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ จะได้อะไรกลับไปบ้าง?

ลีน่า – “หนูว่าเขาจะเชื่อในความรักมากขึ้นค่ะ และจะได้ความรู้สึกที่ทั้งซึ้งใจและอุ่นใจ มันจะอบอวลไปด้วยมวลความรักที่น่ารักมากๆ อยากให้ทุกคนยิ้มและพร้อมมีน้ำตาแห่งความสุขออกไปค่ะ”

คาดหวังไหมกับหนังเรื่องนี้?

ต่อ – “หวังว่าทุกคนจะมีความสุขไปกับหนังเรื่องนี้ แต่เสียดายนิดนึงที่เป็นลิมิเต็ดไทม์ ตอนแรกคิดว่าจะได้ระยะเวลาการเข้าโรงภาพยนตร์นานกว่านี้ แต่สรุปเข้า 2 วัน 22-23 ส.ค.นี้ จำนวนทั้งหมด 10 รอบ โดยเปิดให้ชมฟรี หลังจากนั้นก็ไปเจอกันในสตรีมมิ่ง จริงๆ ดีทั้งคู่ แต่มันคนละฟีล

เพราะฉะนั้นใน 2 วัน 10 รอบที่จะเกิดขึ้น อยากให้ทุกคนได้ลองดู เพราะฟีลลิ่งในโรงภาพยนตร์คนละแบบกับสตรีมมิ่ง ในโรงภาพยนตร์ละเอียดกว่า จอมันใหญ่ และไม่มีอะไรมาดึงดูดสมาธิเรา ใจผมอยากให้ไปดูทั้งสองแบบเลยครับ”

อนงค์ จันทร
จิรณัฏฐ์ จงประสพมงคล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน