บิว จักรพันธ์ เผยอดีตคือบทเรียน รับฟังทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ ลุยงานสังคมเติมคุณค่าให้ตัวเอง ยอมรับช่วงก้าวผ่านมรสุมชีวิต ถึงขั้นพบแพทย์
เปิดใจแบบหมดเปลือก สำหรับ “บิว-จักรพันธ์ พุทธา” ที่ล่าสุดได้ให้สัมภาษณ์เผยความรู้สึกในงาน HONG KONG FILM GALA 2026 ณ House Samyan ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ หลังก้าวผ่านมรสุมข่าวในอดีตอย่างตั้งมั่น เจ้าตัวยอมรับตื่นมาต้องให้กำลังใจตัวเองทุกวัน ไม่สามารถบังคับความคิดใครได้ แต่เลือกที่จะรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมเดินหน้าทำงานกุศลและขอทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดตราบใดที่แฟนๆ ยังคงให้การซัพพอร์ต
การกลับมารับงาน ณ วันนี้?
“ณ วันนี้เหรอ ผมคิดว่าตอนนี้ผมอยู่ในช่วงที่ อยากช่วยเหลือมากกว่า ช่วยเหลือในเรื่องของงานสังคมครับ อย่างที่ผ่านมา ก็มีก้าวด้วยธรรม บริจาคให้ 19 โรงพยาบาลทั่วประเทศไทย นี้ก็เป็นงานที่ผมรู้สึกว่า ผมมีคุณค่ากับตัวเองด้วย”
กลับมาทำงาน ยังมีความกังวลกับสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นกับชีวิตเราไหม?
“แน่นอนว่ามันต้องมีอยู่แล้วครับ แต่ผมก็รู้สึกว่าตราบใดที่ผมยังอยู่ตรงนี้ ผมก็ยังต้องทำหน้าที่นี้ต่อไปให้มันดีที่สุด ทำให้ดีกว่าที่มันเคยผ่านๆ มาครับ”
มันต้องคุยกับตัวเองยังไงบ้าง หมายถึงต้องให้กำลังใจตัวเองในทุกๆ เช้า ในทุกๆ วันไหม?
“ว้าว แค่ลืมตาตื่นมาก็ต้องให้กำลังใจตัวเองทุกเช้าอยู่แล้วครับ วันนี้อาจจะลองดู ให้กำลังใจตัวเองในแบบวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบจากคนรอบข้างเองด้วย กับครอบครัวเองด้วยครับ”

คนเสพมุมข่าวแรกไปแล้ว คนก็จำไปแล้ว?
“อ๋อ จริงๆ ผมไม่ ไม่ถือโทษโกรธใครเลยครับ ผมถือว่ามันก็เป็นบทเรียนของผมเองด้วย ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าได้เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ทัศนคติต่างๆ ทุกๆ อย่าง แล้วก็มันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลในเรื่องของความคิดคนด้วย ผมไม่สามารถควบคุมความคิดใครได้อยู่แล้ว นอกจากตัวผมเองที่ต้องทำให้มันดีขึ้นครับ”
ระหว่างทางมันมีท้อยังไงบ้าง?
“คำถามตอบยากมากเลย (หัวเราะ) แต่ก็นั่นแหละครับ ตราบใดที่ผมพูดเสมอว่า ถ้ายังมีชีวิตอยู่ต่อ ยังไงก็ต้องทำต่อไป ทุกๆ วัน ทุกๆ วินาที อย่างที่บอกครับ ใช้สติในการดำรงชีวิตให้มากที่สุดครับ”
ตอนนี้เราเหมือนกลับมาเล่นโซเชียล มีคอมเมนต์ หรือแอนตี้เข้ามาบ้างไหม?
“ผมคิดว่าเราเลือกได้ เราเลือกรับสารได้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านดีหรือไม่ดี แล้วก็คิดว่ามันคือความคิดคนครับ เราเป็นบุคคลสาธารณะ มีสิทธิ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้อยู่แล้ว แต่ในเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์แบบมีอารยธรรม ซึ่งผมรับได้ครับ”
มีอะไรอยากจะสื่อสาร หรือบอกกับคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจในตัวเรา แล้วก็ตอนนี้เรากลับมาในรูปแบบใหม่?
“จริงๆ ถ้าแบบมีโอกาส ก็เข้ามาคุยได้เลยครับ ผมรับฟังได้ทุกความคิดเห็นครับ แล้วก็ยินดีที่จะพูดคุยกับทุกคนครับ”
ที่ผ่านมามีเข้ามาคุยบ้างไหม?
“ไม่มีเลยครับ ผมคิดว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทุกๆ สายตา หรือว่าทุกๆ สิ่งที่เขาพูดถึงผม ไม่รู้ว่าเขาคิดกับผมยังไง แต่ก็ผมก็ยินดีรับฟังครับ เพราะว่าผมเป็นคนที่คุยได้อยู่แล้ว แล้วก็เปิดใจกับทุกคนครับ”
มีช่วงเวลาตอนนั้นมาระแวงเรื่องสายตาคนมองไหม ว่าเขาคิดอะไร?
“จริงๆ แต่ก่อนคิดๆ คิดมาตลอดครับ แต่ทุกวันนี้ผมก็รู้สึกแค่ว่า ไม่มีใครสนใจเรื่องของผมมากขนาดนั้นเท่ากับชีวิตของตัวเองหรอกครับใครๆ ก็คิดว่าหญ้าของคนอื่นเขียวกว่าเสมอ แต่ก็นั่นแหละครับ มันก็คือชีวิตอ่ะครับ มันก็ต้องดำเนินต่อไป”

พอเรื่องความจริงปรากฏ เราก็มีแฟนคลับที่เขาก็เปิดใจรับเรา?
“จริงๆ ก็ครับ มีแฟนๆ ให้กำลังใจทุกๆ ที่ครับ ทุกที่ที่ผมไปเนี่ย ก็ต้องขอขอบคุณพวกเขารวมถึงจริงๆ ถ้าไม่มีพวกเขาก็ ผมคงไม่อยู่แล้วล่ะ คงไปทำอย่างอื่นแล้วล่ะ (หมายถึงก็คือ ออกจากวงการบันเทิง ณ ตอนนั้นเลย) ก็อยากไปทำอย่างอื่น ใช้ชีวิตให้มีความสุขทุกๆ วันดีกว่า แค่นี้ก็ไม่ต้องไปทะเยอทะยาน ก้าวใหญ่ อะไรมากมาย แค่อยู่กับตัวเอง มีความสุข แค่นี้ก็พอแล้วครับ”
จุดไหนที่ทำให้เราอยากกลับเข้ามา อยากเจอแฟนๆ หรืออยากทำอาชีพนี้อยู่?
“เอ่อ ผมขอตอบจากความจริงเลยนะครับ ก็คือ แฟนๆ นี่แหละครับที่เขายังแบบซัพพอร์ตผมอยู่ ผมคิดว่าผมก็แค่คิดว่าผมจะทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีใครมาสนใจผมแล้วดีกว่าครับ”
ที่ผ่านมาโอบอุ้มหัวใจกันยังไง เจอมาเยอะมากๆ ข้ามผ่านให้ได้ในแต่ละก้าว?
“จริงๆ (หัวเราะ) โอ้ ยากเลย ผมก็ลองวิธีหลายๆ อย่าง ไปพบแพทย์ด้วย แล้วก็คุยกับตัวเองค่อนข้างเยอะครับ แต่สิ่งสำคัญก็คือคนในครอบครัวผมเองด้วย ผมคิดว่าอายุเราแค่นี้เอง แล้วทำไมเราต้องยอมแพ้ ยังมีครอบครัวที่เราต้องดูแลอยู่ แล้วทำไมเราจะมายอมแพ้เรื่องอะไรง่ายๆ แบบนี้หรอกครับ”
เพราะอย่างบางคนมองว่ามันอาจจะก้าวผ่านไม่ได้?
“อืม ผมคิดว่าเราแค่กลัวๆ กับสิ่งที่มันยังไม่ได้เกิดขึ้นมากกว่า ถ้าสมมติว่าใจเราไปแล้ว ๆ เราไม่กลัวสิ่งใด มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
ทางสุขภาพจิตใจ อย่างเมื่อกี้บอกมีไปพบแพทย์ ขั้นไหน ถึงขั้นว่าซึมเศร้าไหม?
“มันไม่ได้หนักขนาดถึงขั้นที่ใช้ชีวิตไม่ได้เลย มันยังมีอีกหลายคนที่รู้สึกว่าย่ำแย่กว่าเรา ฐานะย่ำแย่กว่าเรา การใช้ชีวิตของเขาไม่ได้เหมือนที่แบบผมใส่สูทอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นแค่อัตลักษณ์ภายนอก แต่จริงๆ ข้างในผมว่าทุกคนมีคุณค่าในตัวเองหมดครับ แค่รู้สึกว่าเอาออกมาให้ทำประโยชน์กับตัวเองและสังคมให้เต็มที่ครับ”
อีกด้านหนึ่งเราก็ยังมีคนที่รักและพร้อมจะซัพพอร์ตเราอยู่?
“จริงๆ ก็ขอบคุณทุกคนที่ยังรัก แล้วก็ยังซัพพอร์ตผมอยู่ในฐานะของแฟนคลับ และก็ในฐานะของคนดูทั่วไป ก็ผมก็ต้องขอโทษ แล้วก็ขอบคุณนะครับ ขอโทษในทุกๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้น ที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง แล้วก็ขอบคุณที่ทุกคนยังให้โอกาส ไม่ตัดสินผมในขณะที่ผมกำลังพยายามจะพิสูจน์ตัวเองอยู่ครับ”