ปิ่น เลอลักษณ์ เปิดใจช็อกคำตัดสิน ยันทำด้วยเจตนาดี-หลักฐานแพทย์ชัด ยื่นอุทธรณ์สู้ต่อเพื่อพิสูจน์ความจริงและปกป้องชื่อเสียงรพ. เผยความบอบช้ำทำธุรกิจเสียหายร้อยล้าน พูดถึง ต้อม รชนีกร อย่าทำร้ายกัน
วันที่ 6 ส.ค.69 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี คุณปิ่น พิศพรรณ ผู้บริหารโรงพยาบาลศัลยกรรมเลอลักษณ์ เปิดใจหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีที่ ต้อม รชนีกร เป็นโจทก์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเคสศัลยกรรม ซึ่งคุณปิ่นยอมรับตกใจและช็อกกับผลตัดสินที่สั่งให้โรงพยาบาลร่วมกับแพทย์เจ้าของเคสชดใช้เงินกว่า 7.7 ล้านบาท ทั้งที่มั่นใจในหลักฐานทางการแพทย์และ CT Scan ที่ยืนยันว่าไม่ได้กระทบเส้นประสาท
ด้านทีมทนายความ ทนายแก้ว-ทนายกฤตย์ น้อมรับคำตัดสินศาลชั้นต้น เตรียมยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน พร้อมแย้งประเด็นยื่นเอกสารเพิ่มเติมในคำแถลงปิดคดีที่ฝั่งจำเลยไม่มีโอกาสสืบพยาน ขณะที่คุณปิ่นเผยความบอบช้ำทำธุรกิจเสียหายร้อยล้าน แต่พร้อมสู้ต่อเพื่อพิสูจน์ความจริงและปกป้องชื่อเสียงโรงพยาบาล
ปิ่น เลอลักษณ์ เปิดใจช็อกคำตัดสิน ยันทำด้วยเจตนาดี-หลักฐานแพทย์ชัด
วันนี้ ศาลพิพากษาว่ายังไงบ้าง?
คุณปิ่น :“ศาลพิพากษาให้โรงพยาบาลชำระเงินให้ต้อมค่ะ สรุปแล้วก็คือ เอาตรง ๆ ก็คือพี่ไม่ชนะคดีค่ะ คือแพ้คดีค่ะ”
ศาลวิเคราะห์จากอะไร ทำไมผลออกมาว่าทางนี้?
ทนาย : “เดี๋ยวผมสรุปก็ได้นะครับ คือศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชดใช้เงินประมาณ 7.7 ล้าน ให้จำเลยที่ 1 ก็คือโรงพยาบาล ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 4 ส่วนตัวพี่ปิ่นในฐานะส่วนตัวจำเลยที่ 2 แล้วก็กรรมการอีกท่านจำเลยที่ 3 ศาลยกฟ้อง ผลคำพิพากษาสรุปเป็นประมาณนี้ครับ”
ขอเป็นความรู้ทางกฎหมาย เหตุที่เราแพ้คดีเพราะอะไร?
ทนายความ : “ก็มีอยู่หลายประเด็นที่ศาลไม่ได้หยิบบางส่วนมาวินิจฉัย ก็คือเรายังมีความประสงค์ที่จะต้องใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์-ฎีกาอยู่ บางส่วนที่เราเสนอเข้าไป ศาลก็ยังไม่ได้หยิบมาดู เราก็เลยมีความเชื่อว่าในบางส่วน เราก็อยากจะเสนอในชั้นอุทธรณ์ต่อไปครับ”
ตัวเลข 7.7 ล้าน วัดจากอะไรบ้าง?
ทนายความ : “ก็จะมีค่ารักษาพยาบาล ค่ารักษาที่จะต้องไปทำศัลยกรรมแก้ไข ประมาณ 2.9 ล้าน แล้วก็ค่าขาดรายได้จากการทำงาน 1.8 ล้าน แล้วก็ค่าเสียหายในอนาคต เขาให้อีก 3 ล้าน รวมมาก็ 7.7 ล้าน”
คุณปิ่น :“คือจริงๆ พี่ไม่ได้เสียใจที่จะต้องจ่ายเงินนะคะ 7.7 ล้านหรืออะไร แต่ว่าสิ่งที่เสียใจมาก คือพี่ไม่คิดเลยว่าการตัดสินในวันนี้จะมีผลออกมาเป็นแบบนี้ เพราะว่าเจตนาเราดีมาก ทั้งแพทย์ก็ตั้งใจทำให้เขาอย่างดี แล้วผลพิสูจน์ทางแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์คนกลางที่เข้ามาในศาล มี CT Scan ที่ชัดเจนเลยว่าไม่ได้กระทบกับความรู้สึก กับปัญหาของการผัดตัดทำให้เขาผิดรูป หรือว่าหน้าชา คางชาอะไร”
“ซึ่งเราเห็นอยู่แล้วว่าเขาก็ยังใช้ชีวิตได้ปกติ ร้องเพลงได้ กินอาหารแข็งได้ กินอาหารเหนียวได้ แต่ว่าพี่ไม่ได้คิดเลย แล้วที่เสียใจเพราะว่าพี่ช็อกจริงๆ ค่ะ นั่งฟังคำพิพากษา ตอนแรกอ่านไปแล้วพี่นึกว่าเขาทวนเฉยๆ จริงๆ แล้วนี่คือคำพิพากษาแล้ว คือพี่ตกใจมากค่ะ ไม่ใช่เป็นคนไม่ยอมรับอะไรนะคะ”
แสดงว่าก่อนมาคุณปิ่นก็ค่อนข้างมั่นใจใช่ไหม ว่าเราจะไม่ใช่คนแพ้คดี?
คุณปิ่น :“พี่ปิ่นมั่นใจค่ะ จริงๆ มั่นใจถึง มากกว่า 90% นะคะ เพราะว่าผลทางแพทย์ทุกอย่าง ถ้าในกระบวนการแพทย์ จะเห็นว่ามันไม่ได้กระทบกับเส้นประสาทเขาเลย มี CT Scan ค่ะ ที่พิสูจน์ออกมาชัดเจน เราถึงได้มั่นใจ ไม่ใช่พี่ปิ่นทำงานมานานมากกับความงาม พี่ไม่ใช่คนที่เข้าข้างตัวเอง หรือว่าสุ่มสี่สุ่มห้ามามั่นใจค่ะ มันมีหลักฐานทางการแพทย์ที่มั่นใจได้ แล้วมีแพทย์คนกลางเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย”
ก่อนหน้านี้ทางโจทก์ยื่นหลักฐานเพิ่ม มีส่วนไหมที่ทำให้ชนะคดี?
ทนายความ : “เวลาศาลพิจารณา เขาก็พิจารณาจากเอกสารทั้งหมดนั่นแหละ มันก็มีผลเข้ามาในการพิจารณาอยู่แล้ว เราก็ต้องอุทธรณ์อยู่แล้ว เพราะว่าตรงนั้นเราไม่ได้สืบพยานด้วย เอกสารชิ้นนั้นเขาไม่ได้เอามาถามในชั้นสืบพยาน เขามาส่งภายหลัง”
เอกสารยื่นส่งภายหลัง คือเรื่องอะไร? ?
ทนายความ : “เดี๋ยวขอไปดูในรายละเอียดดีกว่า เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ตัวของฝั่งโจทก์เขายื่นเข้ามา แนบเข้ามาในคำแถลงการณ์ปิดคดี ซึ่งทางผมไม่ได้ทราบอะไรครับ (ยังไม่เห็นว่าเขายื่นอะไรมา?) ในรายละเอียดนี้ ศาลได้มีการหยิบเอารายละเอียดตรงนั้นมาพิจารณาเหมือนกัน”
คุณปิ่น : “พี่คุยกับคุณหมอ คุยกับคุณหมอเจ้าของเคสเป็นจำเลยที่ 4 ว่า เราแพ้คดีนะ คุณหมอตกใจเลยค่ะ แล้วคุณหมอก็เลยพูดบอกขึ้นมาค่ะว่า แสดงว่าที่เขาเอามาครั้งสุดท้ายนี้ค่ะ ท่านน่าจะพิจารณาตรงนี้ หมายถึงศาลน่าจะพิจารณาตรงนี้ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้มีโอกาสสืบพยานเลย เพราะว่าหมดเวลาไปแล้วที่เราต้องเลื่อน ตั้งแต่ครั้ง 3 เดือนที่แล้ว จริงๆ ต้องพิพากษาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่เลื่อนเวลาออกมา พอพี่ปิ่นโทรไปบอกคุณหมอเจ้าของเคส วันนี้ไม่ได้เข้ามาฟัง เขาก็บอกว่าแสดงว่าศาลเห็นความสำคัญของอันนั้น แล้วเอาเข้ามาพิจารณาโดยที่เราไม่มีโอกาสสู้ เพราะว่าเราไม่ได้สืบพยานกันในศาล มันหมดเวลาไปแล้วค่ะ”
มองได้ว่าเป็นความเสียเปรียบของเราใช่ไหม?
ทนายความ : “คืออย่าเพิ่งไปก้าวล่วงดุลพินิจศาลนะครับ ผมขอตรงนี้ก่อน เพราะว่ายังไม่ได้คัดคำพิพากษามานะครับ ผมว่าเราอย่าไปก้าวล่วงดุลพินิจ เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องของการละเมิดอำนาจศาล”
ทนายความ : “คือวันนี้พี่ปิ่นกับทีมน้อมรับนะครับ น้อมรับของคำตัดสิน เดี๋ยวเราก็จะใช้สิทธิ์ในการพิจารณาในการอุทธรณ์อีกทีหนึ่งครับ”
เมื่อกี้บอกว่า มีบางเรื่องศาลไม่ได้หยิบพิจารณา?
ทนายความ : “นี่ไง เหมือนที่ผมพูดไง ก็คือว่า เดี๋ยวรอให้ได้คำพิพากษามาก่อน คือเมื่อกี้ผมนั่งฟัง แต่ก็บางอย่างเราต้องยอมรับว่า ศาลอ่านเฉพาะส่วนท้าย ยังไม่ได้อ่านทั้งหมด วันนี้ก็เลยมาให้คำตอบเบื้องต้นเท่านี้ก่อนดีกว่า”
คุณปิ่น : “ตอนแรกพี่ปิ่นเข้าใจว่า ขอโทษนะคะ พี่ปิ่นนั่งฟัง พี่ปิ่นเข้าใจว่า ศาลตัดสินแล้วเหรอ หรือว่าทบทวนเรื่องราว เพราะว่าเราไม่คิดเลยค่ะว่า เราได้ทำอะไรผิดแบบไหน ใช่ไหมคะ แล้วพอศาลตัดสินนะคะ พี่คิดว่าวันนี้พี่ปิ่นฝันไปหรือเปล่า เพราะว่ามันไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมรับอะไรนะคะ อะไรผิดเราย่อมรับผิด อะไรต้องจ่ายเรายอมจ่ายอยู่แล้วค่ะ แต่เรื่องนี้พี่ปิ่นคิดว่าในหมู่แพทย์ ในวงการที่รู้เรื่องของศัลยกรรมทางด้านการแพทย์จริงๆ จะเห็นเลยว่า ผลลัพธ์มันไม่ได้ผลกระทบที่ทำให้เกิดปัญหา”
ปิ่นถึงขั้นร้องไห้เลย ร้องไห้มาจากอะไร?
คุณปิ่น : “คือพี่ปิ่นไม่ได้ร้องไห้เพราะว่าพี่ปิ่นอ่อนแอ หรือว่าไม่ยอมรับการตัดสินค่ะ แต่ว่า มันเป็นความเสียใจค่ะ เสียใจแล้วก็ช็อกค่ะ เมื่อกี้นี้จะออกมาพูดน้องก็บอกว่าให้พี่ยิ้มสู้ไปใช่ไหมคะ แต่ว่าจริงๆ อยากจะยิ้มสู้ค่ะ แต่ว่า มันสู้ไม่ไหวค่ะ กับความรู้สึก หนึ่งนะคะคือ เราตั้งใจที่ดีจริงๆ คุณหมอตั้งใจที่ดีจริงๆ ทำผ่าตัดให้เขาอย่างตั้งใจมากๆ นะคะ ”
“แล้วก็สำคัญคือถ้าเขาไม่พอใจการตัดกรามที่ศาลตัดสินน่าจะเป็นเรื่องของการตัดกราม ถ้าเขาไม่พอใจจริง ถ้าคุณต้อมไม่พอใจจริง ก็ต้องไม่มาดึงหน้าตามหลัง ตอนหลังจาก 3 เดือนค่ะ อันนี้คือสิ่งที่เรา ทีมแพทย์ โรงพยาบาลและทีมแพทย์ตั้งใจทำให้เขาสวย แก้ไขปัญหาจากการที่มีปัญหามา ไม่รู้กี่ครั้งแล้วนะคะ เราไม่เมมโมรี่ความสวยเมื่อ 20 30 ปีที่แล้วนะคะ เรามาดูปัญหาตอนที่ก่อนมาแก้นะค่ะ เราตั้งใจกันเต็มที่ แล้วก็ไม่ได้เห็นว่าเขามีอะไรที่หน้าเขาผิดรูปเสียหายถึงขั้นต้องไปแก้ไขที่เกาหลีนะคะ”
“พี่ปิ่นมองในส่วนของทีมงานทั้งหมดนะคะ มองว่า ตอนแรกพี่ไม่คิดค่ะว่าเขาจะอยากได้เงินอะไร เพราะพี่เป็นคนไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเลย แต่พอมาตอนหลังๆ โห เขาตั้งหลัก ตั้งใจมากค่ะ พี่รู้ถึงขนาดที่ อันนี้อาจจะไปกล่าวหาเขานะคะ คือเขาก็คืออยากได้เงินนะคะ ตอนหลังพี่ก็เลยเข้าใจ อ๋อเขาอยากได้เงินเหรอ เขาไม่คิดตอบแทน ความรู้สึกดีๆ หรือว่าที่ทำให้เขาเหรอ เขาคิดว่าจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม แค่เขาเป็นเพียง แค่เขาเป็นดาราภาพยนตร์ แล้วเขาจะทำให้เราเสียชื่อยังไงก็ได้ ซึ่งเราเสียชื่อไปมากมายจริงๆ นับตั้งแต่เกิดเรื่องค่ะ โรงพยาบาลเลอลักษณ์เสียหายไปมากมาย”
ปิ่น ยื่นอุทธรณ์สู้ต่อปกป้องชื่อเสียงรพ. บอบช้ำทำธุรกิจเสียหายร้อยล้าน
พี่ต้อมฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท แต่ว่าศาลวิเคราะห์แล้วให้จ่ายแค่ 7 ล้าน อันนี้ท่านดูตามความเสียหายจริงใช่ไหม?
ทนายความ : “ไม่ ไม่เชิง ท่านก็ดูจากเอกสารบางอย่างที่เขาเอานำเสนอ เดี๋ยวเราต้องอุทธรณ์ในประเด็นนี้เหมือนกัน เพราะเราก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด”
ขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง?
ทนายความ :“ก็ต้องมีการคัดเอกสารมาพิจารณาก่อน ในส่วนของค่าเสียหายที่ศาลให้ บางอย่างโจทก์เหมือนกับว่ายังไม่ได้มีการนำสืบ มันก็เป็นเรื่องที่เราต้องใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์ และจะต้องอุทธรณ์ภายใน 30 วัน เดี๋ยวจะมีการขอทุเลาอะไรเดี๋ยวขอคัดเอกสารอีกทีหนึ่งดีกว่า”
พี่ปิ่นพร้อมจะสู้ชั้นอุทธรณ์ใช่ไหม?
“คือถ้าพิจารณาอย่างนี้พร้อมสู้ค่ะ พี่รู้สึกว่ามีหลายประเด็น ควรที่จะให้ความยุติธรรมกับเรา ที่เป็นประเด็นหลักๆ เลยด้วยซ้ำ แต่อาจจะยังไม่ได้พิจารณาให้กับเราค่ะ”
เห็นบอกว่าค่าเสียหาย มากกว่า 100 ล้าน?
คุณปิ่น : “ค่าเสียหายจริงๆ ค่าเสียหายของโรงพยาบาลมากกว่า 100 ล้านจริงๆ ค่ะ เพราะว่า จะเห็นจากการที่พี่ปิ่นทำธุรกิจนี้มา เปิดโรงพยาบาลมา 15 ปี รวมทั้งคลินิกสวยงามมาอีก 10 กว่าปี คือตอนเปิดโรงพยาบาลได้กู้เงินมาส่วนหนึ่งนะคะ แล้วก็ใช้หนี้หมดไปแล้วตั้งนานแล้ว พี่มากู้เงินธนาคารเนี่ย น่าจะแบบ 2-3 ร้อยล้านนะคะ ช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต เรื่องต้อมเรื่องอะไรนี้ด้วยค่ะ ลูกค้าเหมือนเขาแค่เอ๊ะ คือว่าเอ๊ะเลอลักษณ์ทำให้ต้อมสวยจริง ทุกคนบอกว่าสวย แต่ว่าถึงเวลาจริงๆ มันมีที่ให้เลือกเยอะ ดังนั้นเขาแค่เอ๊ะ ตกลงแล้วมันดีไหมเนี่ย เขาก็ไม่มาแล้วค่ะ พี่ต้องกู้เงินทุกวันนี้ พี่ยังเหลือหนี้สินอีกประมาณเกือบ 200 ล้านนะคะ อันนี้คือพิสูจน์เห็นชัดๆ ค่ะ”
ปิ่น เลอลักษณ์ พูดถึง ต้อม รชนีกร อย่าทำร้ายกัน
ตอนนี้ถ้าอยากพูดอะไรถึงพี่ต้อม?
“อึ้ม… พี่ปิ่นอยากพูดคำว่า อยากพูดว่า เจตนาที่ดีของพี่ให้กับคนที่ คืออยากพูดว่าคนเรามันไม่เหมือนกันจริงๆ ค่ะ คนเราให้อะไรดีๆ ไป ก็จะตอบแทน แม้กระทั่งไม่ตอบแทนก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำร้ายเขา อย่าทำร้ายให้เขาแบบ ต้องทรมาน ต้องเดือดร้อน พี่มีแบกภาระน้องๆ 300 ชีวิตนะคะ 300 กว่าไม่รวมแพทย์นะคะ เพราะฉะนั้น พี่เลี้ยงน้องมาตลอดที่มีปัญหา ไม่เคยที่จะตัดเงิน ตัดคนออกเลย พี่ยอมที่จะไปกู้เงินมา”
“คนเราคือจะทำอะไร มันต้อง นึกถึงบาปบุญคุณโทษนะคะ เจตนาพี่ดีมาก เจตนาแพทย์ดีมาก ดีที่สุดคือไม่ใช่เป็นเพราะเขาเป็นดารา แต่เป็นเพราะว่าเขาเป็นลูกค้าคนหนึ่ง ที่เราต้องทำให้สวย แล้วก็อยากจะฝากบอกอีกเรื่องหนึ่งนะคะ สมมติพูดถึงคุณต้อม เราก็จะบอกบอกว่าอยากให้ทุกๆ คนคือสิ่งที่ได้ไปแล้วอย่าทำร้าย อย่าทำร้ายเขาเลย อย่าทำร้ายไปเลย ทั้งที่มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร ใช่ไหมคะ”
“แล้วก็สิ่งที่พี่เป็นห่วงที่สุด ที่พี่ขวัญเสียจริงๆ โดยที่ไม่คิดเลยวันนี้ว่าจะเป็นผลอย่างนี้มา ดังนั้นสิ่งที่พี่กลัวที่สุดคือเป็นห่วงเลอลักษณ์ เป็นห่วงว่าการตัดสินครั้งนี้ มันจะทำให้มีผลกระทบกับคนที่รอฟัง ว่า เลอลักษณ์ผิดจริงนี่หว่า แสดงว่าเลอลักษณ์ไม่ดีจริง”
ผลการตัดสิน ต่อให้เป็นศาลชั้นต้น ก็น่าจะสร้างความสั่นสะเทือนให้โรงพยาบาลพอสมควร?
คุณปิ่น : “จริงๆ ยอมรับค่ะว่าพี่ใจเสีย ตกใจ เพราะไม่ได้มีความคิดว่าเราจะแพ้คดีเลยจริงๆ นะคะ ดังนั้นเนี่ย คือความตั้งหลักไม่มีเลย พี่ปิ่นกังวลมาก เพราะว่ารอบที่แล้วที่ต้อมมามีปัญหา ก็กระทบหนักมากแล้วใช่ไหมคะ แต่ว่า ณ ตอนนี้ ผลพิจารณามันออกมาแบบนี้พี่เกรงว่าคนที่เป็นคนที่ฟัง ลูกค้า คนที่ได้ยิน หรือรอติดตามเรื่องนี้ จะมองว่าเราเป็นผู้ผิด ทำการโดยประมาท
จริงๆ บอกเลยว่าพี่ทำงาน เลือกแพทย์ ใช้ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง แล้วพี่ก็เลือกที่มีฝีมือเพื่อที่จะทำให้คนสวย แล้วพี่ก็ยังยืนยันนะคะว่า คุณหมอที่ทำผ่าตัดให้เคสนี้ ตั้งใจจริงๆ แล้วก็ทำโครงหน้ามามากจริงๆนะคะในเมืองไทย คือทำดีจริงๆ และเขามีจิตใจที่ดีด้วยค่ะ เขายังโดนแบบนี้เลยค่ะ”
แต่ว่ายืนยันในความถูกต้องของตัวเอง เพราะเราต้องสู้ในชั้นอุทธรณ์ เรามีความมั่นใจขนาดไหนว่าศาลจะกลับคำพิพากษา?
คุณปิ่น : “พี่ปิ่นก็ยังมั่นใจนะคะว่า ถ้าศาลพิจารณาทางด้านการแพทย์ที่แท้จริง เอาผลทางการแพทย์มาจริงๆ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นผลทางการแพทย์ ผล CT scan มันเห็นชัดค่ะว่า ไม่มีวัสดุตัวไหนที่ไปกระทบกับ รากฟัน เส้นประสาทรากฟันนะคะ อันนี่พี่ปิ่นมั่นใจค่ะว่า ถ้าเกิดมีแพทย์ส่วนกลางเข้ามาเพิ่ม ซึ่งจะเป็นความรู้เกี่ยวกับด้านนี้โดยตรง ถ้าถามว่าพี่ปิ่นน่าจะมีโอกาสในการสู้คดีในเรื่องของชั้นอุทธรณ์ เราก็มีหลักฐานเพิ่มเติม”
ทนาย : “คือการทำคดี ทำเต็มที่อยู่แล้ว ทำคดีนี้ทำเต็มที่อยู่แล้ว ในส่วนของการพิจารณาก็ให้เป็นเรื่องของท่าน เราไม่ก้าวล่วงอยู่แล้ว เพราะว่าสิทธิ์ในการอุทธรณ์มันก็มีอีก มีชั้นอุทธรณ์แล้วก็ชั้นฎีกา”
แนวทางการอุทธรณ์ จะเลือกประเด็นไหนขึ้นไปชี้แจงเพิ่มเติม?
ทนาย : “ก็มันเป็นเรื่องของการ defense กันระหว่างแพทย์ทั้ง 2 กลุ่มนะครับ คือการสืบพยานจำเลยที่ 4 ก็ได้มีการเอาหมอคนกลางมาเบิกความเหมือนกัน รวมถึงได้มีการเอาผลงานวิชาการหลายประเด็นมาเบิก มาสู้กันเหมือนกัน ในกรณีนี้ก็ต้องเป็นภาระของจำเลยที่ 4 ที่จะต้องมาอุทธรณ์นะครับ ก็เดี๋ยว ผมว่าในส่วนนี้ เดี๋ยวเราอย่าเพิ่งไปก้าวล่วงในรายละเอียด ขอให้ได้คำพิพากษามาก่อน ”
ขออีกความรู้ทางกฎหมาย ในกรณีนี้ เรายังสู้คดีอุทธรณ์ แต่ในฝั่งพี่ปิ่นสามารถฟ้องกลับได้ไหม?
ทนาย :“ได้ครับ มันก็เป็นสิทธิ์ของพี่ปิ่นอยู่แล้ว ในกรณีที่พี่ปิ่นรู้สึกว่าทำให้เสียชื่อเสียง ก็เป็นสิทธิ์ของพี่ปิ่นที่จะสามารถฟ้องกลับได้อยู่แล้ว”
พี่ปิ่นมีความคิดอยากฟ้องกลับ ณ ตอนนี้?
คุณปิ่น :“จริงๆ เราคิดไว้ว่า วันนี้เราไม่ได้แพ้ แล้วก็คิดเอาไว้กับทีมงานว่า เราอาจจะต้องฟ้องกลับนะคะ เพราะว่าเราเสียหายมากจริงๆ นะคะ ก็ประชุมกันอยู่ว่า เราพิจารณาฟ้องกลับ เพราะว่ามันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แล้วเราไม่ได้ทำร้ายอะไรเขา มีแต่เจตนาที่ดีให้เขาค่ะ”
ทีมข่าวสดบันเทิง 6 ส.ค.69


