‘ต้อม รชนีกร’ ยิ้มทั้งน้ำตา เปิดแมสก์ออกมาสู้หน้าคนได้แล้ว หลังเป็นจำเลยสังคมมา 3 ปี ถูกด่าเนรคุณ
หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้ ต้อม รชนีกร ชนะคดีที่เป็นโจทย์ฟ้องยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวน 50 ล้านบาท โรงพยาบาลเลอลักษณ์ ปิ่น เลอลักษณ์ หรือ คุณพิศพรรณ ศรีไชยยันต์ และแพทยท์อีก 1 คน กรณีที่เกี่ยวข้องกับการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า โดยศาลได้ให้ฝ่ายจำเลยชดใช้เป็นเงินจำนวน 7.7 ล้านบาท ล่าสุด ต้อม รชนีกร พร้อมทนาย สิทธิชัย กฤติยาเมธากุล ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดใจถึงการชนะคดีครั้งนี้ว่า

ความรู้สึกแรกที่รู้ว่าชนะคดี?
ต้อม : “เราสู้มา 3ปี เป็นจำเลยสังคมมาร่วม 3ปี ที่คนไม่ได้รู้ว่าตื้นลึกหนาบางคืออะไรความเป็นจริงคืออะไร จริงๆ แล้วเป็นคนสองฝ่ายเท่านั้นที่รู้ความจริงทั้งหมดว่าเรื่องมันคืออะไร เราโดนโจมตีมาตลอดเพราะว่าเราไม่เคยออกมานั่งพูดว่ามันคืออะไร พูดไปก็เหมือนสาดโคนใส่กันมากกว่าเลยไม่ได้พูด
ตอนนี้อย่างแรกที่ดีใจคือหนึ่งโล่งใจแล้วได้เป็นคนปกติแล้ว ที่เดินไปตามท้องตลาดต้องมานั่งคิดว่าคนนั้นเค้าเกลียดเราหรือเปล่า คนนั้นเค้ารักเราอยู่หรือเปล่า ต้องใส่แมสก์เดินอยู่และเวลา 3ปี ซึ่งมันไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเราเองเลย ณ ตอนนี้ต้องขอบพระคุณจริงๆ ค่ะ เพราะว่าความยุติธรรมมีจริงจากการที่เราสู้มา”
คิดว่าอะไรทำให้เราชนะคดีครั้งนี้?
ต้อม : “มันไม่มีอะไรมากไปกว่าความเป็นจริงว่าเราโดนอะไรบ้าง ถูกกระทำอะไรบ้างที่คนทั่วไปเห็นและคนทั่วไปไม่เห็น คิดว่าตรงนี้มันโอเคสำหรับเราแล้วนะตอนนี้”

หลักฐานชิ้นล่าสุดที่ยื่นไปคืออะไร?
ทนาย : “ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่ามันเกิดอะไรทนายเพียงแค่ทำหน้าที่นำเสนอในเรื่องของหลักฐาน ให้ศาลท่านพิจารณาตามข้อเท็จจริงทุกอย่าง คดีของคุณต้อมจะเป็นเรื่องที่ยากในการพิสูจน์เรื่องของการแพทย์ ซึ่งคดีเราที่ฟ้องไปเป็นคดีในเรื่องของผู้บริโภค กฎหมายก็ให้วาระการพิสูจน์อยู่ที่การแพทย์ การแพทย์ต้องพิสูจน์ได้ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ไม่เป็นละเมิดไม่เป็นความผิด แต่เบื้องต้นศาลได้พิจารณาแล้วว่าความประมาทจากหมอครับ
สำหรับหลักฐานที่ยื่นไป เป็นคำแถลงการณ์ปิดคดี ซึ่งระบบการพิจารณาคดีผู้บริโภค ศาลมีอำนาจที่จะแสวงหาข้อเท็จจริง แม้ว่าจะเป็นหลักฐานที่ทางฝ่ายโจทก์ไม่ได้ยืดเสนอเข้าไป แต่ถ้าเกิดศาลเจอหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีศาลท่านก็จะนำมาประกอบกับการพิจารณา ส่วนใบรับรองแพทย์ที่ส่งไป เป็นเอกสารที่อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว แต่เอกสารดังกล่าวไม่ได้แปลเป็นภาษาไทย
ตอนแรกศาลมีหมายเรียกทางคุณหมอที่รักษาคุณต้อม แต่ปรากฏว่าคุณหมอไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ทางฝ่ายผมเองก็ต้องเสนอหลักฐานเท่าที่มีเพื่อเสนอให้ท่านเห็นว่าคุณต้องไปตรวจแล้วหมอมีความเห็นอย่างไร”
คู่กรณีเตรียมที่จะยื่นอุธรณ์?
ต้อม : “เป็นสิทธิ์ของเค้า เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนสามารถทำได้”

กลัวไหมว่าพอขึ้นศาลอุทธรณ์แล้วคำพิจารณาจะกลับไปอีกด้านหนึ่ง?
ต้อม : “อย่างที่ทนายพูดทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับหลักฐาน จะบอกว่าหลักฐานที่เราส่งไปช้าจึงทำให้มีการเลื่อน เรามีอำนาจในการขอเลื่อนศาลทุกอย่างที่เราส่งไป เราส่งไปตามกำหนดเวลาที่ระบุเอาไว้ว่าต้องส่งวันนี้เวลานี้ ซึ่งเราส่งตรงทุกอย่าง
ซึ่งการที่จะมาพูดประโยคนี้มันต้องออกมาแจงว่าจริงๆแล้วใครที่ส่งช้า มันสามารถตรวจตรวจสอบดูกันได้”
ในส่วนเรื่องของค่าชดเชยที่ศาลให้ชดใช้เป็นจำนวน 7.7 ล้านบาท กับจำนวนที่เราได้ยื่นฟ้องไป 50 ล้านบาท เราพอใจกับจำนวนเงินที่ศาลตัดสินไหม?
ต้อม : “เริ่มต้นที่เรียกไป 50 ล้านบาท ทนายท่านแรกที่มาทำคดีเค้าบอกให้เลือกจำนวนนี้ แต่เราทราบอยู่แล้วว่าความเป็นจริงศาลก็ไม่ได้ให้จำนวนนี้หรอก ต้องเรียกไปตามความเป็นจริงที่ศาลท่านจะให้ แต่พี่เขาได้พูดออกมาแล้วและพูดออกสื่อด้วยว่าจะให้ 50 ล้านบาท ถ้าเขาแพ้คดี ซึ่งเงินจำนวนนี้ต้อมไม่ได้เป็นคนพูดแต่พี่เป็นคนพูดเองว่าจะให้”
ศาลตัดสินให้ชดใช้ 7.7 ล้านบาท ตัวเลขนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไหม?
ทนาย : “อยู่ที่ฝ่ายจำเลย เขาจะอุทธรณ์ว่าค่าเสียหายสูงเกินไปหรือไม่ ซึ่งคดีละเมิดก็เป็นดุลพินิจของศาล จะกำหนดค่าเสียหายว่ากรณีแบบนี้ค่าเสียหายต่อจิตใจเท่าไหร่ แต่ในเรื่องของค่ารักษาพยาบาลส่วนใหญ่ก็จะให้ตามใบเสร็จและตามหลักการศาลเค้าจะมีมาตรฐานในกำหนดเรื่องค่าเสียหายอยู่แล้ว”

ทำไมต้อมถึงเรียก 50 ล้านบาท?
ต้อม : “ตอนที่ทนายคนเก่าทำไว้ให้เค้าประเมินจากรายได้โดยรวม ก่อนหน้านี้ไม่ได้คิดเรื่องจำนวนเงินนะคะ แต่หลังจากที่เป็นคดีความเริ่มลึกลงไปเรื่อยๆ เริ่มลึกลงไปถึงเรื่องของการรักษา คิดว่า 50 ล้านบาท มันไม่คุ้มกับชีวิตต้อมด้วยซ้ำ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราต้องโดนกับอะไร ตั้งแต่เริ่มต้นมาเราไม่เคยพูดถึงเรื่องความสวย ที่ไปฟ้องตั้งแต่เริ่มแรกเป็นคดีอาญาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องความสวย
อย่ามาเบี่ยงเบนว่าก็สวยแล้วคะ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องความสวยเลย เราพูดถึงเรื่องภาพที่คุณนำไปใช้ จนคนเชื่อจริงๆ ว่าหน้าเราเป็นแบบนั้น หน้าเราผิดปกติแบบนั้นจริงๆ จนกระทั่งมาตรงนี้จนได้รับการรักษา ไปรักษากับคุณหมอแล้ว จึงได้ทราบว่าที่เราเป็นอยู่มันไม่ใช่แค่ปีหรือสองปีที่จะรักษาหาย แต่มันต้องเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิตซึ่งไม่รู้ว่าจะหายหรือไม่หาย แล้วคิดดูว่ามันคุ้มกับเงินที่เราจะได้ไหม
ณ ตอนนี้ก็ยังต้องรักษาอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอ้าปากที่อ้าปากได้ไม่เต็มที่ ใช้การได้ไม่ปกติ การเคี้ยวก็ไม่สามารถทำได้อย่างปกติ การอ้าปากเราไม่สามารถอ้าปากได้เป็นแบบปกติ การทำฟันเราต้องทำไปและหยุดไป เพราะเราไม่สามารถอ้าปากได้นาน มันจะปวดเข้าเบ้าตาไปจนถึงขมับ ซึ่งตอนนี้สิ่งที่ทำอยู่ก็คือกายภาพที่คุณหมอให้ทำแต่ว่าจะหายหรือไม่หายนั้นมันตอบไม่ได้เลย เพราะมันเกิดเป็นพังผืดไปแล้ว”
ทางจำเลยยืนยันว่าผลตรวจไม่ได้มีอะไรผิดปกติ?
ต้อม : “ขออนุญาตพูดถึงเรื่องที่เขาบอกว่ามีคุณหมอคนกลางเป็นคุณหมอที่เขานำขึ้นศาลเอง ซึ่งหมอคนกลางต้องเป็นคนที่ศาลท่านเรียกมาแต่อันนั้นไม่ใช่เป็นหมอที่ฝ่ายของพี่เขาเรียกขึ้นมาพูดให้ศาลท่านฟังว่าเคสมันน่าจะเป็นอย่างนี้ และหมอคนนั้นไม่ได้มีการตรวจสภาพร่างกายหรือกายภาพของพี่เลยจะเรียกว่าเป็นหมอคนกลางของคดีนี้ไม่ได้ค่ะ แต่หมอที่รักษาเรามี”
ทนาย : “คุณหมอท่านที่มาเขาก็เปิดคลินิกศัลยกรรมเหมือนกัน เป็นเจ้าของคลินิกเสริมความงามเหมือนกัน”
ต้อม : “เราไม่ได้ปรึกษาคุณหมอธรรมดา เราปรึกษาคุณหมอหลายท่านมาก หมอฟัน หมอทำเกี่ยวกับระบบการเคี้ยว เราปรึกษาหมดค่ะ อย่างที่บอกว่าเรามีปัญหาค่ะ เกี่ยวกับคุณหมอ ปัญหาของของเราคือคุณหมอที่จะมาศาล ท่านก็ไม่สะดวก ท่านให้ความเห็นได้แต่พอจะให้ขึ้นมาเป็นพยานส่วนใหญ่ก็ปฏิเสธ”

อีกฝ่ายบอกว่าฟ้อง เพราะต้อมต้องการเงิน?
ต้อม : “เงินต้อมไม่ได้มีเยอะเท่าเขา แต่ว่าก่อนหน้านี้เราก็ทำงานหาเงินได้ตามปกติเลี้ยงดูครอบครัวเลี้ยงดูลูกได้ปกติ ตั้งแต่มีคดีความมาทำงานไม่ได้ ทำเงินไม่ได้ ที่สำคัญเลยเงินของเขาไม่ได้ใหญ่ไปกว่าความยุติธรรมและความเป็น อย่าเอาจำนวนเงินหรือคำว่าอยากได้เงินมานั่งพูดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่คนเรามีศักดิ์ศรีประโยคนี้สำคัญที่สุด
ถามว่าแก้หน้าใหม่ได้ไหม แก้ได้ค่ะแต่ก็ต้องรอจนกว่าคดีจะจบ แต่ ณ ตอนนี้คดีขึ้นสืบแล้วก็คงจะได้แก้ตามที่ใจหวังไว้ เขาเคยพูดไว้ว่าถ้าเกิดใครทำหน้าต้อมกลับมาได้เหมือนเดิมพี่ก็ยินดีจ่าย ทุกคำคือเงิน ทุกคำคือการดูถูก และทุกคำคือการดูหมิ่นมากซึ่งประโยคนี้มันไม่โอเคค่ะ”
ถ้าคู่กรณียื่นอุธรณ์ จำนวนเงินที่ศาลตัดสินให้จ่าย 7.7 ล้านบาท?
ทนาย : “ในเรื่องของการบังคับคดี ทางจำเลยก็ไปฟังคำพิพากษาก็ลงชื่อทราบว่ามาฟังคำพิพากษา ส่วนเรื่องยื่นฟ้องภายใน 30 วันถ้าหลังจากนี้โจทย์ไม่ทำตามข้อบังคับ ทางฝ่ายโจทก์เองก็สามารถเขียนคำร้องเตรียมรับเงินได้เลย แต่ว่าสิทธิ์ของจำเลยเค้าจะอุทธรณ์ หรือว่ายื่นขอทุเลาการบังคับคดี แต่เงินจำนวนดังกล่าวต้องนำเงินมาวางไว้ที่กองบังคับคดีทั้งหมดก่อน”
อยากชี้แจงอะไรเพิ่มไหม?
ต้อม : “ตอนนี้สิ่งที่อยากสื่อสารคือมันได้ปลดล็อคกับชีวิตไปแล้ว 3ปีที่ผ่านมา บางคนก็จะด่า มันเป็นคำที่รุนแรงสำหรับชีวิตต้อมมาก ที่ต้องมาโดนคำด่าอย่างเช่น อีเนรคุณ อีสะตอ เราพูดตรงทุกอย่าง บางทีการพูดตรงกับโดนว่าเป็นคนสตอ มันเป็นอะไรที่แย่กับชีวิตเรา 3ปีเราต้องเผชิญชีวิตแบบนี้ ต่อไปขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แค่นี้ก็ถือว่าเราดีใจแล้วที่เราได้กลับมายืนได้กลับมาพูดอะไรที่เราไม่เคยพูดและอัดอั้นมาตลอด”
คู่กรณีบอกว่ากรณีนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโรงพยาบาล มากกว่าร้อยล้านบาท?
ต้อม : “ปัจจุบันนี้มีหลายโรงพยาบาลมากที่ขึ้นมาใหม่ และที่สำคัญแต่ละโรงพยาบาล เขาก็มีนวัตกรรมใหม่ๆ เยอะมาก คุณหมอใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเยอะมากเพราะฉะนั้นแล้ว มันอาจจะไม่ได้เกิดจากคดีของต้อมหรือเปล่า แล้วแต่มุมมอง
ถ้าพี่เขาจะบอกว่าเขาต้องไปกู้เงินเพื่อที่จะต้องทำให้กิจการของเขาเจริญรุ่งเรืองนั่นมันเป็นสิทธิ์ของเขา แต่จะถามว่าโยนความผิดให้เราคนเดียว มันไม่ใช่ ถ้าสถาบันนั้นๆ มีคุณหมอที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพดีจริงๆ ต่อให้มีข่าวเลวร้ายขนาดไหนคนไข้ก็เข้าไปค่ะ อันนี้พูดแบบเป็นกลาง ว่ามีสถาบันความงามแบบนี้เยอะขึ้นมากค่ะ”
ในวันตัดสินคดี คู่กรณีออกมาให้สัมภาษณ์พร้อมน้ำตาร้องไห้?
ต้อม : “ต้อมร้องไห้มา 3 ปีเต็มค่ะ คิดดูเมื่อก่อนเราหน้าเราเป็นคนปกติ มีบ้างคนอายุ 50 จะบอกว่าสวยเลิศเลอมันเป็นไปไม่ได้ ตีนกามันต้องมีค่ะ รอเหี่ยวย่นนิดหน่อย คำว่านิดหน่อยนะคะ ไม่ได้เป็นอย่างที่ภาพออกมา และตกแต่งออกมาแบบนั้น
แล้วยังจะชี้บ่งได้ด้วยว่าเขาเป็นแบบนี้จริงๆ ถ้าทุกคนจะไปย้อนดูละครก่อนที่จะทำหน้า มันมีซึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวมันไม่สามารถตกแต่งได้ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเราเป็นอย่างนั้นตั้งแต่แรกมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นนั้นความเสื่อมเสียมันมี
3ปีที่มันไม่สามารถที่จะทำงานสกีแคร์เอย บิวตี้เอยที่ดาราสามารถจะไปทำได้มันทำไม่ได้เลยค่ะ แล้วการที่จะต้องตื่นมาแล้วส่องกระจกเห็นหน้าอีนี่ เป็นอีอวตารอยู่ตลอดทุกวัน ถามว่าผู้หญิงทุกคนคุณทนได้ไหม ทนไม่ได้ มีแผลนิดนึง ยังทนไม่ได้ แต่เนี่ยมันขึ้นอยู่ที่หนังหน้าเรา แล้วหนังหน้าเราคือใช้ทำมาหากิน ฝากไว้แค่นี้เอง ต้อมร้องไห้มานานมาก แต่ไม่มีใครเห็น จะต้องมานั่งร้องไห้ให้ใครเห็นเหรอว่าร้องไห้ไม่ใช่ค่ะ”
ระหว่างทางค่ารักษาต่างๆเป็นจำนวนเท่าไหร่
ต้อม : “เยอะอยู่ แต่ขอไม่พูดตรงนี้ดีกว่า แต่ถามว่าอยากแก้หน้าไหม คิดค่ะ แต่เรายังคิดแล้วคิดอีก ตอนนี้มันเป็นแพนิคไปแล้ว แค่เห็นคนใส่ชุดผ่าตัดใจก็ไม่ดีมันกลัว จะอาเจียนมันบอกไม่ถูก ถามว่าอยากแก้ไหมโคตรจะอยากแก้แต่มันก็ยังมีความรู้สึกตรงนี้อยู่”
มีสถาบันยื่นข้อเสมอมาช่วยทำศัลยกรรมแก้หน้าให้เราไหม?
ต้อม : “มีค่ะไทยก็มี เกาหลีก็มี เจ้าของโรงพยาบาลทั้งนั้นนะคะที่เข้ามาคุยกับเราแต่เป็นตัวเราเอง เรากลัวแต่ถามว่าทนได้ไหมกับสภาพหน้าแบบนี้ ทนไม่ได้ ทนได้ไหมกับการใช้ชีวิตที่ทานข้าวแล้วมันไม่อร่อยเลย มันหมดไปแล้วค่ะชีวิตที่แฮปปี”
ต้องให้จบคดีก่อนถึงจะแก้หน้าได้หรือว่าสามารถแก้หน้าได้เลย?
ต้อม : “ถ้าเรื่องหน้าจริงๆ เราสามารถไปแก้ได้แล้ว แต่สภาพจิตใจ และทางกายภาพเรารักษาอยู่อย่างต่อเนื่อง”
ตอนนี้มีความมั่นใจที่จะกลับมาทำงานในวงการอีกครั้งไหม?
ต้อม : “ยังไม่มั่นใจ ช่วงหลังงานแสดงของเราจะรับบทร้าย ต้องพูดเร็วๆ ตอนนี้จะให้กลับมาพูดเร็วตามบทปากมันพูดไม่ทันแล้วค่ะ เพราะว่ามันยังมีอาการชาอยู่ ถามว่าพูดได้ไหมพูดได้แต่ปิดคำบางคำไม่ได้ คำบางคำเวลาพูดเหมือนเราติดอ่าง เหมือนสมองสั่งการแต่ปากพูดไม่ทัน
เพราะว่าปากยังชาอยู่ นั่นก็ผลกระทบในการทำงานของเราเหมือนกัน อาการปากชา จะหายหรือไม่หาย ไม่มีใครตอบได้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าอายุ 60 มันจะหายไหม เรารักษามาตลอดขนาดนี้แล้วมันก็ยังไม่หาย ต่อไปมันจะหายไหมไม่มีใครตอบได้เหมือนกันค่ะ”
ทางคู่กรณีเตรียมยื่นอุธรณ์ เราเตรียมใจไวไหมถ้าการตัดสินในศษลครั้งต่อไปอาจจะเป็นอีกด้านหนึ่ง?
ต้อม : “ต้อมเชื่อในการพิจารณา และเชื่อในความยุติธรรมและอีกอย่างนึงเรามีหลักฐานไม่ว่าจะเป็นหลักฐานที่แพทย์เขียนลงในวินิจฉัยมา และหลักฐานทางกายภาพที่เห็นในร่างกายของเราเอง ถามว่าหนักใจไหม หนักใจว่าชีวิตฉันต่อไป ฉันจะหายไหมนี่คือเรื่องที่หนักใจที่สุดในชีวิตมากกว่า
ดีใจค่ะที่ตอนนี้ได้หาที่ยืนได้แล้วจากก่อนหน้านี้ที่หาที่ยืมไม่ได้ฝากอีกอย่างนึงสำหรับคอมเมนต์ประหลาดประหลาดไม่ว่าต้อมจะหันไปทำงานตรงไหนคอมเมนต์อวตาร 2-3 ร้อยคนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยอย่ามาคอมเมนต์เลยเพราะว่ามันเจ็บปวดทั้งตัวเรา หรือว่าคนที่จะมาจ้างเราทำงาน ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า
ไปเป็นอวตารที่อื่นไกลกว่าแค่นี้เพราะว่าพี่เหนื่อยแล้วกับบางคนก็มีเหมือนกันที่ต้องไปนั่งกราบที่สถานีตำรวจ หลังจากนี้ไปก็ขอว่าเป็นแค่เรากับฝ่ายโจทย์ที่มีปัญหากันแค่นี้ดีกว่า คนที่ไม่รู้เรื่องอย่าเอาตัวเข้าไปแทรกเลยอันนั้นดีที่สุด
ที่ผ่านมาเคยดำเนินคดีกับคนที่เข้ามาคอมเมนต์ต่อว่าเรา?
ต้อม : “มีค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องมามานั่งบอกกับใคร เพราะมันเป็นเรื่องไร้สาระ จริงๆ อยากให้บทเรียนเขามากกว่าไม่ได้คิดตังค์อะไรกับเขา แค่อยากบอกว่ามันไม่ควรทำ แค่สั่งสอนว่ามันเป็นบทเรียนสิ่งพวกนี้เสพได้ แต่อย่าเอาตัวเข้าไปเลย ดูอะไรที่เป็นโลกของความเป็นจริงดีกว่า”