เป็กกี้ ศรีธัญญา อโหสิกรรมอดีตสามี เดินหน้าสู้คดีฟ้องแบ่งทรัพย์ ลั่นชัด! “ตั้งแต่เขาออกจากชีวิต ไม่ควรได้อะไรเลย”

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีของพิธีกรชื่อดัง เป็กกี้ ศรีธัญญา ที่ก่อนหน้านี้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวผ่านสื่อว่า อดีตสามีได้ยื่นฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์สิน จนต้องต่อสู้กันในชั้นศาลมานานกว่า 8 เดือน ล่าสุด สาวเป็กกี้ มาร่วม งานประกาศรางวัลนาคราช ครั้งที่ 8 ประจำปี 2569 พร้อมเปิดใจความคืบหน้าของคดี รวมถึงเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่เผชิญความเครียดจนเกิดอาการแพนิก ก่อนจะค่อยๆ กลับมาดูแลตัวเองและเดินหน้าต่อ

โดยกล่าวว่า “ตอนนี้ 8-9 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันรับหมายศาลก็ไปนัดแรกคือไกล่เกลี่ยกันไม่ลงตัวด้วยตัวเงิน สำหรับเรารู้สึกว่าแอบสูง คือไม่ใช่อาจสูงไปนิด แต่อาจสูงไปเยอะมาก รู้สึกว่าไม่ไหวก็เลยดำเนินคดีแล้วกัน ดำเนินตามขั้นตอนการฟ้องร้อง ซึ่งมันจะมีตัวตั้งของทรัพย์ทั้งหมดว่าเขาจะตั้งมาที่เท่าไหร่ แล้วเขาตั้งมาค่อนข้างสูง ศาลก็ให้วางเงินศาล เพราะคดีมันไม่มีเหตุให้เป็นการฟ้องแล้ว

คือเดิมทีมันฟ้องไม่ได้อยู่แล้ว เพราะถ้าฟ้องมันต้องวางเงินที่ศาล หลังจากนั้นเขาก็บอกว่าไม่สะดวกวางเงิน เขาก็เลยจะไม่วางเงินศาล ทำการผลัดศาลมาหนึ่งนัด พอนัดที่สองก็ยังไม่วาง ผลัดมาอีกหนึ่งนัด จนถึงรอบล่าสุดศาลก็บอกว่าไม่สามารถผ่อนผันได้แล้วต้องเอาเงินมาวางศาล ทางโจทย์ก็บอกว่าไม่สะดวกวาง ขอผ่อนได้ไหม ศาลบอกว่าขอผ่อนไม่ได้ ต้องวางเงินศาลถึงจะดำเนินคดีได้

จริงๆ ควรจะจบตั้งแต่นัดนั้นแล้ว แต่ว่าศาลท่านก็มีเมตตา ศาลท่านต่อเวลาอีก 10 วัน ทีนี้หลัง 10 วันเจอกันอีกนัดหนึ่ง เขาก็เอาเงินมาวางศาลแล้วก็เข้าสู่การดำเนินการต่อสู้ ดำเนินคดีแล้วก็นัดสืบพยานเดือนมกราคม ปี70”

ค่าธรรมเนียมศาล คือศาลจะเรียกจากเงิน ตามมูลค่าที่เขาเรียกทรัพย์มา เขาเรียกจากเราหลาย 10ล้านเหรอ? “(หัวเราะ)ขอไม่พูดตัวเงินแล้วกัน ทนายบอกว่าห้ามพูดตัวเงิน จำนวนเงินมันมีรูปของคดี ตัวเงินก็สูง (ตอนที่เขาบอกตัวเลขมาเป็นยังไง?) ตลก รู้สึกว่าโอ้โห เยอะขนาดนี้เลยเหรอ ถ้าฟ้องกันแล้วได้เงินเยอะแบบนั้นจริงๆ ณ ตอนนี้คนทำบัตรคิว คนก็คงอยากจะมาเป็นแฟนเป็กกี้กันหมด เพราะว่าเป็นแฟนเราได้เงินเยอะ”

สิ่งที่เครียดที่สุดคืออะไร? “ตอนนี้เลยความเครียดมาไกลมากแล้ว ตอนแรกเครียดมาก โคตรเครียด เครียดสุดๆ ไม่รู้จะเอายังไงดี ผิดหวัง เสียใจหลายอย่างมากเลย แต่ตอนนี้ถามว่าเครียดไหม หนูไม่เครียดแล้ว หนูคิดว่ามันเป็นเรื่องประจำวันในชีวิตที่ต้องรับมือ แล้วก็ต้องฝ่าฟันให้มันดีที่สุดสำหรับเรา

ไม่ว่าผลจะออกมา เราจะแพ้หรือชนะ ถ้าเราชนะเราก็ยินดี แต่ถ้าเกิดเราแพ้เราก็ว่ากันไปตามนั้น ตามกระบวนการ แต่สุดท้ายเราก็สู้กันให้มันสิ้นสงสัยไปซะก็ดี จะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นข้อสงสัยต่อกัน ตอนนี้ก็ไม่เครียดอะไรแล้ว แล้วก็ตอนนี้ไม่ได้กังวลอะไรเลย จิตแจ่มใสมากแล้ว”

เราผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง? “ต้องบอกตรงๆ ว่าค่อนข้างยากมากๆ มีความไม่สบายเข้ามาด้วย เพราะว่าตอนแรกไปคิดว่าเป็กจะรับมือกับเรื่องนี้ไหว แต่สุดท้ายกลายเป็นว่ารับมือกับเรื่องนี้ไม่ไหวและไม่รู้ตัว แล้วก็จนรู้ตัวอีกทีเราก็ไม่สบายแล้ว เราเป็นแพนิกแบบรุนแรง อยู่ดีๆ ก็กังวลขึ้นลิฟต์ที่แคบ ไปทำผมย้อมผมเวลาเอายาย้อมผมทาก็รู้สึกกังวลในใจ คิดอย่างเดียวว่าจะตายแล้ว

ต้องบอกว่าโรคแพนิกมันเป็นโรคที่น่ารำคาญและทรมานมาก สุดท้ายพี่ส้มคุยแซ่บก็แนะนำนักจิต แล้วได้โทรคุยกับนักจิตทุกวัน วันละชั่วโมงก็ค่อยๆ ลดทอนไปเรื่อยๆ เพราะเป็กไม่อยากกินยา อาชีพเราต้องใช้สมอง ใช้ความสุขมากกว่า กลัวว่ากินยาแล้วมันจะช้า นอกจากพบนักจิตแล้วก็นั่งสมาธิ สวดมนต์ ออกกำลังกายด้วย”

เริ่มเป็นตอนไหน? “ตอนเลิกยังไม่เป็น แต่หลังจากนั้นประมาณ 3-4 เดือนเราเริ่มมีความกังวล แต่พอเรารักษาก็ดีขึ้น เหมือนเราหลุดจากความเครียดนั้นเลย แล้วก็พุ่งเป้ากับการทำธุรกิจมากๆ เพราะว่าเรียน ไปเทกคอร์ส ไปตรงนั้น เผื่อว่าอนาคตเราไม่รู้ การสู้คดีมันมีแพ้มีชนะ เผื่อแพ้ก็จะได้มีเงินจ่ายเขา แต่ชนะก็ถือว่าเราก็ได้ทำงานหาตังค์กับตัวเองแล้ว”

แล้วทิศทางคดี เราว่าเรามีโอกาสจะชนะไหม? “อันนี้ยังไม่รู้เลย ยังไม่สืบเลย แต่ว่าในทางเป็นไปได้ในการแบ่งทรัพย์ในฐานะทำมาหาได้ร่วมกัน ในความคิดของเป็กคือทำธุรกิจร่วมช่วยกันทำ แต่อันนี้เป็กเป็นพิธีกร เป็นนักแสดง เป็นนักร้อง หมายความว่า ณ ตอนที่ไปทำงาน เป็กใช้ความสามารถของตัวเอง อันนี้ก็ไม่รู้ว่ายังไง ต้องไปให้ศาลพิจารณา”

จากที่เราคิดมันกี่เปอร์เซ็นต์ที่เขาควรจะได้? “ถ้าถามว่าคิดว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่เขาควรจะได้ เป็กว่า ตั้งแต่ที่เขาออกไปจากชีวิต เขาไม่ควรได้อะไรเลย เพราะระหว่างอยู่ด้วยกัน เป็กทำหน้าที่เต็มที่แล้ว ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว ดูแลคนที่อยู่ภายใต้อาณัติเป็กอย่างเต็มที่แล้ว

ตอนนี้ก็เรียกว่าตัดขาดจากกันอย่างสมบูรณ์แล้วในความรู้สึก เป็กไม่ได้รู้สึกอะไรแล้วก็บอกตามตรงว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรแล้วด้วย เค้าสำหรับเป็กคือความว่างเปล่าไปแล้ว แล้วเป็กก็ขออโหสิกรรมให้ ขอให้เขาอโหสิกรรมให้เป็กด้วย แล้วทุกครั้งที่ทำบุญก็พูดทุกครั้งว่า ขอให้เขาเจริญขึ้น”

แล้วยังเจอกันได้ไหม? “เจอหน้ากันมาบ้างแล้วในศาล แต่เราก็ไม่กล้ามองเขาอย่าง 100% แล้วเขาเองก็ไม่กล้ามองเราอย่าง 100% เหมือนกัน การนัดสืบพยานครั้งหน้าก็ขอให้เป็นเรื่องราวดีๆ ของเรา”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน